
แรงงานยันสถานการณ์จ้างงานภาคอุตฯยานยนต์ยังปกติ
รมว.แรงงานยันสถานการณ์จ้างงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในไทยยังปกติ เตรียมปรับแผนพัฒนาแรงงานรองรับเทคโนโลยีใหม่ เผย คสช.เข้ามาทุจริตลดลง
รมว.แรงงานยันสถานการณ์จ้างงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในไทยยังปกติ เตรียมปรับแผนพัฒนาแรงงานรองรับเทคโนโลยีใหม่ เผย คสช.เข้ามาทุจริตลดลง
เมื่อวันที่ 25 พ.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์จ้างแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในประเทศไทยยังคงปกติ ถึงแม้จะมีข่าวว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนการผลิตจากเทคโนโลยีเดิม หันไปใช้ระบบไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงเรื่องการย้ายฐานการผลิต แต่ถึงอย่างไรกระทรวงฯ.ก็เตรียมแผนรับมือในเรื่องนี้ โดยมีการพูดคุยหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน ในการเตรียมร่วมกันพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้รองรับกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามา
ทั้งนี้ได้ประสานกันอยู่ตลอด เพื่อศึกษาว่าข้อมูลที่แท้จริงต่างๆจะไปในทิศทางใด แต่ถึงอย่างไรไทยก็คงต้องยึดถือตามยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลได้วางพื้นฐานเพื่อการเข้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ว่าจะปรับว่าและต้องเตรียมปรับตัวอย่างไรเช่นกัน
นอกจากนี้ รมว.แรงงาน กล่าวว่า วันนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดงานต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นโดยมีตัวแทนจาก 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกล่าวปฏิญานตนต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเข้าร่วมเป็นภาคีที่ช่วยกันตรวจสอบการดำเนินงานให้เกิดความโปร่งใส ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พล.อ.ศิริชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมานาน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จึงได้กำหนดนโยบายปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นขึ้น จนทำให้สถานการณ์การทุจริตลดลง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายให้คนโกงรายเก่าหมดไป รายใหม่ไม่เกิด พร้อมทั้งไม่เปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่น
ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีแนวทางในการปฎิบัติงาน ตามหลัก 7 ป. คือ เป็นธรรม โปร่งใส ปรับปรุง ประสิทธิผล ประหยัด เปิดโอกาส และเป็นต้นแบบ และหลัก 4ม.ในการปฏิบัติหน้าที่ คือ ไม่จ่าย ไม่รับ ไม่ยอม และไม่เพิกเฉย ซึ่งเชื่อการประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ จนทำให้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นค่อยลดลงไป พร้อมเชื่อว่าหากยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต และปฎิบัติงานจะลดการเกิดปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้







