posttoday
ไบโอเมตริกซ์สกิมเมอร์ ภัยไซเบอร์คุกคามตู้เอทีเอ็ม

ไบโอเมตริกซ์สกิมเมอร์ ภัยไซเบอร์คุกคามตู้เอทีเอ็ม

11 พฤศจิกายน 2559

โดย...ปากกาด้ามเดียว

โดย...ปากกาด้ามเดียว

ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) ที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ไซ-ไฟ ถึงวันนี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตจริงแล้ว โดยไบโอเมตริกซ์ คือ วิธีการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพหรือพฤติกรรม มาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน เช่น ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ เสียง ม่านตา เรตินา ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น เป็นต้น

การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ที่เห็นได้ชัด คือ งานด้านความมั่นคงและการทำธุรกรรมการเงิน ซึ่งในอีกมุมมองหนึ่งก็อาจกลายเป็นโอกาสของอาชญากรไซเบอร์ก็เป็นได้

ทีมผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ แลป ได้สืบสาววิธีที่โจรไซเบอร์จะเอาประโยชน์จากเทคโนโลยีตรวจพิสูจน์รับรองที่ใช้กับตู้เอทีเอ็ม ได้แก่ โซลูชั่นเชิงชีวภาพหรือไบโอเมติกซ์ ซึ่งทางธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งกำลังพิจารณานำมาใช้งาน แม้จะไม่ทดแทนเทคโนโลยีเดิมโดยสิ้นเชิง แต่จะเสริมจากวิธีการตรวจพิสูจน์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ทางผู้ร้ายไซเบอร์เองก็มองว่าเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์นี้คือโอกาสใหม่ในการโจรกรรมข้อมูลสำคัญได้อีกมากมาย

ผู้ร้ายยอดนักปลอมแปลงขโมยข้อมูลบนบัตรเอทีเอ็มมานานแล้ว โดยทั้งหมดเริ่มที่สกิมเมอร์แบบบ้านๆ ทำขึ้นเองง่ายๆ เป็นแผงกดรหัสเอทีเอ็มที่ปลอมขึ้น บางครั้งมีกล้องเว็บด้วย แล้วนำมาติดตั้งบนตู้เอทีเอ็ม คอยดักขโมยข้อมูลบนแถบแม่เหล็กและรหัส ต่อมาได้ออกแบบปรับปรุงให้อุปกรณ์แนบเนียนยิ่งขึ้น จนรอดสายตาไม่เป็นที่สังเกต แต่ติดตั้งยากขึ้น และสามารถโคลนบัตรชำระเงินแบบติดชิปใส่รหัสได้ด้วย

ทั้งนี้ อุปกรณ์ได้วิวัฒนาการมาเป็น ชิมเมอร์ “Shimmers” : ซึ่งก็เหมือนเดิมเสียส่วนมาก แต่สามารถเก็บข้อมูลจากชิปบนการ์ดได้ด้วย จึงมีข้อมูลพอที่จะจู่โจมทางออนไลน์ในภายหลัง ดังนั้นอุตสาหกรรมการเงินจึงหาทางต่อกรด้วยโซลูชั่นเพื่อการตรวจพิสูจน์รับรองแบบใหม่ ที่บางตัวก็เป็นเชิงไบโอเมตริกซ์

จากการตรวจสอบเจาะลึกเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ใต้ดิน พบว่า อย่างน้อยๆ มีผู้ขายใต้ดินอยู่แล้วถึง 12 ราย ที่ขายสกิมเมอร์ใช้ขโมยรอยนิ้วมือ และมีอีกอย่างน้อย 3 ราย ขายอุปกรณ์ดึงข้อมูลแบบผิดกฎหมายจากระบบตรวจเส้นโลหิตดำบนฝ่ามือและระบบจำรูม่านตา

ขณะเดียวกันมีการสังเกตพบคลื่นลูกแรกของไบโอเมตริกซ์สกิมเมอร์ใน “การทดสอบก่อนการขาย” เมื่อเดือน ก.ย. 2558 หลักฐานที่เก็บได้โดยนักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ว่า ในการทดสอบช่วงแรกๆ ยังมีบั๊กอยู่หลายตัว โดยที่ปัญหาหลักอยู่ที่จีเอสเอ็มโมดุล (GSM Modules) ที่โอนย้ายข้อมูลไบโอเมตริกซ์มักจะทำงานช้าเกินไปเมื่อมีข้อมูลมาก ผลคือ สกิมเมอร์ในเวอร์ชั่นใหม่จะใช้เทคโนโลยีในการโอนย้ายข้อมูลอื่นที่ทำได้เร็วกว่านี้

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณส่อให้เห็นการพูดคุยอย่างต่อเนื่องในคอมมูนิตี้ใต้ดิน เรื่อง การพัฒนาโมบาย แอพพลิเคชั่น ที่ใช้การวางหน้ากากลงบนใบหน้าของมนุษย์ ทำให้ผู้ร้ายสามารถนำรูปถ่ายที่โพสต์ตามโซเชียลมีเดียมาใช้เพื่อหลอกระบบการจดจำใบหน้าได้

โอลก้า โคเชโตวา ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า ปัญหาของไบโอเมตริกซ์นั้นต่างจากการใช้รหัสผ่านที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย กรณีมีช่องโหว่เกิดขึ้น แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนรอยนิ้วมือ หรือภาพรูม่านตา ดังนั้นหากข้อมูลของคุณเกิดถูกโจรกรรมไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปที่จะนำมาใช้พิสูจน์รับรองอีกต่อไป

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเก็บรักษาหรือส่งต่อข้อมูลไบโอเมตริกซ์อย่างปลอดภัยเป็นที่สุด นอกจากนี้ข้อมูลเชิงไบโอเมตริกซ์ยังถูกเก็บบันทึกในพาสปอร์ตที่ทันสมัย อี-พาสปอร์ต และวีซ่า หากผู้ร้ายขโมยอี-พาสปอร์ตไปได้ ก็เท่ากับว่าได้ข้อมูลไบโอเมตริกซ์เฉพาะตัวของคุณไปด้วย เท่ากับการโจรกรรมอัตลักษณ์ของคุณนั่นเอง

การใช้อุปกรณ์เพื่อเจาะเข้าระบบที่ใช้ข้อมูลไบโอเมตริกซ์นั้นไม่ใช่เป็นภัยคุกคามไซเบอร์ของเครื่องเอทีเอ็มแต่เพียงอย่างเดียว โดยพบว่าแฮ็กเกอร์จะยังคงใช้การจู่โจมแบบอาศัยมัลแวร์ ควบคู่ไปกับการจู่โจมแบบ Blackbox และการจู่โจมเน็ตเวิร์กเพื่อยึดเอาข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการโจรกรรมธนาคารและลูกค้าของธนาคารได้ภายหลัง

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร