
เงินเฟ้อไทยเร่งตัว
โดย...มณฑล จุนชยะ
โดย...มณฑล จุนชยะ
ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คืออัตราเงินเฟ้อซึ่งกลับมามีทิศทางขาขึ้นหลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน เม.ย. พลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ การปรับตัวขึ้นในรอบนี้เป็นไปตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากความพยายามรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปก หลังการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการลดกำลังการผลิต นอกจากนี้เริ่มเห็นค่าเงินบาททมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ เนื่องจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มกลับมาพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มสูงอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ จะส่งผลต่อการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อผ่านต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้น
หากพิจารณาดัชนีราคาสินค้าซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนสูง จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยในปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ระดับต่ำ โดยตลอดระยะ 10 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวเพียง 0.74% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการสะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2554-2557 ที่ระดับ 1.62% เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากปัจจัยกดดันด้านกำลังซื้อหลังภาคเกษตรของไทยประสบปัญหาภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2558-กลางปี 2559 ทำให้ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้มากและส่งผลให้อัตราทั้งปีอยู่ที่ระดับ 0.8%
ทั้งนี้ บลจ.วรรณ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในปี 2560 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากด้านต้นทุนที่สูงขึ้นตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกประมาณ 45-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และค่าเงินบาทที่จะมีทิศทางอ่อนค่าลง นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐาน ผมมองว่ามีโอกาสได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยการบริโภคภายในประเทศที่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้นในปีหน้า โดยเป็นการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนภายหลังภาระหนี้จากโครงการรถคันแรกเริ่มทยอยหมดไป
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนจากภาครัฐ ผมยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ดำเนินได้ตามแผนของรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนตามมา ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ผมนำคุยกันในฉบับนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศได้ในปีหน้า ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้ถึงการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้นของไทย
สำหรับภาพของการลงทุนทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ผมมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น แต่จะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยสอดคล้องกับทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อซึ่งน่าจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่แนวโน้มของตลาดหุ้นจะขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนของรัฐบาลว่าสามารถเบิกจ่ายงบประมาณสู่ภาคเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ผมมองว่า ปี 2560 จะเป็นปีที่มีเม็ดเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐมีการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานเพราะปีนี้ (2559) เป็นปีของการเปิดประมูลเริ่มโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่ในปีนี้จะปีหน้า (2560) เป็นปีของการลงทุนที่จริง ซึ่งเม็ดเงินในโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นลักษณะของการทยอยเข้ามาในระบบเศรษฐกิจระยะยาว บ่งชี้ได้ว่าในระยะยาวจะยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ 3-5 ปีถัดจากนี้ไป







