posttoday
อุตฯกัมพูชา10ปีหน้า

อุตฯกัมพูชา10ปีหน้า

21 ตุลาคม 2559

รัฐบาลกัมพูชากำลังขับเคลื่อนประเทศด้วย “ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม (Rectangular Strategy) ระยะที่สาม” หรือที่เรียกว่า “Vision 2030” ที่เน้นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ความเสมอภาค และประสิทธิภาพ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมระยะ 10 ปีข้างหน้า (Industrial Development Policy 2015-2025 : IDP) โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้จีดีพี ภาคอุตสาหกรรมจะต้องมีสัดส่วนเป็น 30% ต่อจีดีพีในปี 2025 ซึ่งเพิ่มจากสัดส่วน 23% ต่อจีดีพีของปี 2554 และปี 2558 ที่มีสัดส่วน 25% (ปี 2559 จีดีพีกัมพูชาอยู่ที่ 20,589 ล้านเหรียญสหรัฐ)

รัฐบาลกัมพูชากำลังขับเคลื่อนประเทศด้วย “ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม (Rectangular Strategy) ระยะที่สาม” หรือที่เรียกว่า “Vision 2030” ที่เน้นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ความเสมอภาค และประสิทธิภาพ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมระยะ 10 ปีข้างหน้า (Industrial Development Policy 2015-2025 : IDP) โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้จีดีพี ภาคอุตสาหกรรมจะต้องมีสัดส่วนเป็น 30% ต่อจีดีพีในปี 2025 ซึ่งเพิ่มจากสัดส่วน 23% ต่อจีดีพีของปี 2554 และปี 2558 ที่มีสัดส่วน 25% (ปี 2559 จีดีพีกัมพูชาอยู่ที่ 20,589 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนจีดีพีของภาคเกษตรกรรมเป้าหมายปรับให้ลดลงเหลือ 23% ของจีดีพีในปี 2568 (เดิมอยู่ที่ร้อยละ 29%) แต่เพิ่มจีดีพีภาคบริการเป็นสัดส่วน 40% นอกจากนี้ยังผลักดันสินค้าอื่นๆ (ที่ไม่ใช่เสื้อผ้า) ส่งออกให้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 15% และสินค้าเกษตรแปรรูปเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2568

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ IDP รัฐบาลกัมพูชาจึงให้ความสำคัญกับ ข้อ 1 เม็ดเงินลงทุนตรงต่างประเทศ (เอฟดีไอ) และการลงทุนภายในประเทศ ทั้งนี้เพราะตัวเลขเอฟดีไอกัมพูชายังต่ำเมื่อเทียบกับอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียนรายงานว่า ปี 2558 เม็ดเงินเอฟดีไอที่เข้ามาในอาเซียน (ทั้งจากในอาเซียนและนอกอาเซียน) เท่ากับ 17,407 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 6 แสนล้านบาท สิงคโปร์มีสัดส่วนมากที่สุด 51% ตามด้วยอินโดนีเซีย 14% เวียดนาม 9.8% มาเลเซีย 9.3% ไทย 6.6% ฟิลิปฟินส์ 4.7% เมียนมา 2.3% กัมพูชา 1.4% ลาว 0.9% และบรูไน 0.1%

และการมาเยือนกัมพูชาของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ระหว่างวันที่ 13-14 ต.ค. 2559 มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเม็ดเงินเอฟดีไอในกัมพูชา เพราะได้ลงนามความร่วมมือกับกัมพูชา 31 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 237 ล้านเหรียญ (8,295 ล้านบาท) สนับสนุนการสร้างรถไฟความเร็วสูง สร้างสนามบินเสียมเรียบ ให้ทุนการศึกษา 500 ทุน และยกเลิกหนี้อีก 89 ล้านเหรียญสหรัฐ

ข้อ 2 สร้างเอสเอ็มอีให้มีเทคโนโลยีในการผลิต แต่จากตัวเลขของ “โกลบอล อินโนเวชัน อินเด็กซ์ 2558 : จีไอไอ” ซึ่งวัดจากความสามารถด้านการศึกษาอาร์แอนด์ดีระดับเทคโนโลยีและเสถียรภาพทางการเมือง พบว่า กัมพูชาอยู่อันดับที่ 91 ของโลก และอยู่อันดับที่ 7 ของอาเซียน สูงกว่าอินโดนีเซียและเมียนมา แต่ในซีแอลเอ็มวีเป็นอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม ข้อ 3 ปรับปรุงกฎระเบียบในการค้าและการลงทุนเช่น แก้ไขกฎหมายมาตรฐานและอนุญาตให้นักลงทุนเป็นเจ้าของอาคารบนที่ดินที่เช่านอกเขตระยะทาง 30 กม. ฯลฯ และสุดท้ายคือการพัฒนาบุคลากรในประเทศพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับการผลิตกับภูมิภาค

เราจะเห็นได้ว่ากัมพูชาให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม จากเดิมที่เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมที่มีทักษะฝีมือแรงงานในปี 2568 ทำให้อุตสาหกรรมที่เน้นจึงเป็นการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปเพื่อการส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ วัสดุก่อสร้างรวมทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ โดยกำหนดพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่บนระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลทางใต้ หรือเส้น “R10” และให้ส่งเสริมเมืองอุตสาหกรรม 4 เมือง คือ สีหนุวิลล์ เกาะกง ปอยเปต และบาเวท และให้กรุงพนมเปญเป็นศูนย์กลางของธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ

การที่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรของประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถช่วยเติมเต็มทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนากำลังแรงงานของกัมพูชาด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่