
ธุรกิจในศก.พอเพียง
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
ถอดความได้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นไปในลักษณะประสานประโยชน์ซึ่งกันและกัน เข้าทำนอง “ได้ประโยชน์ตน แต่ไม่เสียประโยชน์ท่าน” ดังพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธ.ค. 2550 ที่ว่า
“ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงคืออะไร ไม่ใช่เพียงพอ คือ ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ทำกำไรก็ทำ ถ้าเราทำกำไรได้ดี มันก็ดี แต่ว่าขอให้มันพอเพียง ถ้าท่านเอากำไรหน้าเลือด
มากเกินไป มันไม่ใช่พอเพียง นักเศรษฐกิจเขาว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นี่คิดอะไรแปลกๆ ก็แปลกสิ ขายไม่ให้ได้กำไร ซื้ออะไรไม่ขาดทุน เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ต้องหน้าเลือด แล้วไม่ใช่จะมีกำไรมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ให้พอเพียง ไม่ใช่เรื่องของการค้าเท่านั้นเอง เป็นเรื่องของการพอเหมาะพอดี”
ปัญหาของภาคธุรกิจที่ต้องการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในขณะนี้ คือ “การขาดทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์” เช่น ในภาคเกษตรกรรม ที่มีรูปแบบของ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิดค้นขึ้นด้วยพระองค์เอง และได้ใช้พื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนาทดลองจนแน่พระทัยว่าประสบผลสำเร็จ ทำให้มีสถานภาพเป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้ว การแปลง “ปรัชญา” เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็น “ทฤษฎี” ธุรกิจในแต่ละสาขา จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
ธุรกิจเป็นภาคที่มีความสำคัญ ไม่เพียงแต่ตัวเองที่สามารถเลือกว่าจะดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่เท่านั้น แต่ธุรกิจยังสามารถโน้มน้าวผู้บริโภคให้มีพฤติกรรมไปในทางที่พอเพียง หรือไม่พอเพียงได้อีกด้วย แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมิได้ขัดกับหลักการแสวงหากำไรสูงสุดในธุรกิจ แต่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งคำนึงถึงกำไรสูงสุดในทางเศรษฐศาสตร์มากกว่ากำไรสูงสุดในทางบัญชี ซึ่งการพิจารณากำไรทางเศรษฐศาสตร์ได้คำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ และส่วนเพิ่มมูลค่าขององค์กรที่แท้จริง การดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะต้องลดกำไรลง หรือต้องลดกำลังการผลิตลง จึงจะเรียกว่าพอเพียง ทุกธุรกิจยังสามารถแสวงหากำไรสูงสุดได้ และต้องยังคงมุ่งหมายให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการผลิตเพื่อการพัฒนาองค์กร
การสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มนักธุรกิจให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญคือผู้รับข่าวสารเองต้องมีความพร้อมรับในสองลักษณะ คือ 1) ธุรกิจนั้นอาจกำลังประสบกับวิกฤต มีปัญหาหนี้สิน หาทางออกไม่ได้ เศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยตอบคำถาม หาทางออก และช่วยแก้ไขวิกฤตได้ 2) ธุรกิจที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการค้าขาย ยังมีกำไร และไม่จำเป็นต้องขวนขวายแนวทางใหม่ๆ
ปัญหาใหญ่ในการทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่นักธุรกิจ คือ การศึกษาอย่างลวกๆ ผิวเผิน แล้วด่วนตีความไปตามกรอบคิดและประสบการณ์ของตนเอง อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ นักธุรกิจส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เรียกว่า “น้ำเต็มแก้ว” มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง หากเปิดใจกว้างเพื่อทำความเข้าใจกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง ก็จะพบว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ขัดกับเรื่องของทุนนิยม ไม่ได้ขัดกับเรื่องของธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไร และต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะค้นพบได้ก็ต่อเมื่อเปิดใจเรียนรู้







