posttoday
‘แปซิฟิค ครอส’ โดดชิงเบี้ยสุขภาพไทย

‘แปซิฟิค ครอส’ โดดชิงเบี้ยสุขภาพไทย

06 ตุลาคม 2559

โดย...วารุณี อินวันนา

โดย...วารุณี อินวันนา

บริษัท แปซิฟิค ครอส ประกันสุขภาพ บริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่เข้ามาอยู่ในตลาดเอเชียกว่า 45 ปี ได้โดดร่วมชิงเบี้ยประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันภัยการเดินทาง ในประเทศไทยอย่างเต็มตัว นอกเหนือจากตลาดในฮ่องกง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา

ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 435 ล้านบาท โดยแผนธุรกิจ 5 ปี วางไว้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เริ่มจากปี 2558 มีเบี้ยรับรวม 260 ล้านบาท ปี 2559 วางเป้าหมายไว้ที่ 320 ล้านบาท ปี 2560 จะมีเบี้ยรับรวม 480 ล้านบาท ปี 2561 จะถึง 600 ล้านบาท และปี 2562 จะถึง 1,000 ล้านบาท

ปิยะพัฒน์ วนอุกฤษฏ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท แปซิฟิค ครอส ประกันสุขภาพ กล่าวอย่างมั่นใจว่า จะสามารถทำได้ตามแผนธุรกิจ 5 ปีที่วางไว้ โดยปี 2558 ติด 1 ใน 10 บริษัทที่มีเบี้ยประกันสุขภาพสูงสุด จากปี 2557 ที่มีเบี้ยรับรวม 40.57 ล้านบาทซึ่งเป็นปีที่ซื้อบริษัท บริรักษ์ประกันภัย และเปลี่ยนชื่อตั้งแต่เดือน ส.ค. 2557 มีเวลาทำตลาดช่วงปลายปี

นับว่าเป็นการเติบโตที่เร็วและแรง จากบริษัทเดิมที่มีเบี้ยปีละ 10 ล้านกว่าเล็กน้อย เพราะชื่อบริษัทติดตลาดอยู่แล้วในกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ระยะยาวในประเทศไทย รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง ทุนประกัน 1 ล้านบาทขึ้นไปจนถึง 50 ล้านบาท

สำหรับประเทศไทย บริษัท แปซิฟิค ครอส เริ่มจากการเข้ามาตั้งบริษัท บลูครอส ประเทศไทย เมื่อปี 2523 และถูกซื้อไปโดยบริษัท บูพา ประกันสุขภาพ ในปี 2539 ก็ได้ออกจากประเทศไทย ก่อนจะกลับมาทำธุรกิจในประเทศไทยอีกครั้งเมื่อปี 2544 ภายใต้ชื่อ เมด-ชัวร์ เซอร์วิสเซส โดยเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท นำสิน ประกันภัย ในการบริหารงานประกันสุขภาพและประกันการเดินทาง

ต่อมาปี 2548 บริษัทได้เข้าร่วมกับ แอลเอ็มจี ประกันภัย โดยดำเนินกิจการภายใต้ชื่อว่า แอลเอ็มจี แปซิฟิค เฮลท์แคร์ ก่อนจะมาซื้อบริษัทเพื่อมีใบอนุญาตเป็นของตัวเองอย่างเต็มตัวเมื่อปี 2557

ปิยะพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างองค์กรถือว่าแข็งแกร่ง หลังจากเพิ่มบุคลากรจาก 20 กว่าคน ขึ้นเป็น 80 คน ซึ่งผ่านการอบรมอย่างเข้มข้นพร้อมที่จะให้บริการลูกค้า โดยพนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

บริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาที่พัทยา เพื่อรองรับลูกค้าต่างชาติ ตามฐานลูกค้ากลุ่มนี้ที่มีถึง 60% ของลูกค้าทั้งหมดนอกจากนี้ ยังเริ่มทำตลาดผ่านตัวแทน บริษัทนายหน้า หรือโบรกเกอร์ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 200 คนแล้ว และพันธมิตรที่เป็นช่องทางธนาคาร ล่าสุดได้เข้าไปขายในธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพราะบริษัทเป็นพันธมิตรกับบริษัท ศรีอยุธยาประกันภัย โดยเป็นแบบประกันสุขภาพสำหรับลูกค้าไฮเอนด์ ความคุ้มครองสูงสุด 50 ล้านบาท

รวมทั้งได้เริ่มทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หรือเพื่อนำประกันสุขภาพขายผ่านออนไลน์ เพราะปัจจุบันลูกค้าเข้าใจเรื่องประกันสุขภาพมากขึ้นและเป็นแนวโน้มของตลาดในยุคใหม่

“ตลาดสุขภาพโตทุกปี เราไม่ได้แข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเอง พยายามขายของที่คนอื่นไม่ขาย เน้นการคุ้มครองผู้ป่วยนอก หรือโอพีดี และวงเงินความคุ้มครองสูง รับประกันตั้งแต่อายุ 15 วันถึง 65 ปี มีการค้ำประกันการต่ออายุถึง 90 ปี” ปิยะพัฒน์ กล่าว

ปิยะพัฒน์ กล่าวว่า เดือน ก.ย. บริษัทได้เปิดตัวประกันสุขภาพ 3+ ซึ่งยังไม่มีใครออกสินค้าลักษณะนี้มาก่อน ราคาเบี้ยอยู่ที่ 3,900 บาท/ปี คุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 3 แสนบาท คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล หรือสุขภาพ 3 แสนบาท โดยมีค่าห้อง 3,000 บาท/คืน และมีบริการส่งตัวข้ามประเทศวงเงิน 3 ล้านบาท เป็นสินค้าตัวแรกที่ออกมาทำตลาดให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งคิดว่าสามารถรองรับได้ เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยง รวมทั้งการมีโรงพยาบาลที่เป็นพันธมิตรกว่า 360 แห่ง จะสามารถให้บริการลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างทั่วถึง โดยที่ลูกค้าไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า

สำหรับตลาดประกันสุขภาพในประเทศไทยมีศักยภาพสูง เพราะโครงสร้างประชากรเข้าสู่ผู้สูงวัยมากขึ้น โดยมีหลายหน่วยงานคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า คนอายุมากกว่า 60 ปี จะมีประมาณ 25% ของประชากรทั้งหมด และอัตราการเกิดน้อยลง ทำให้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ขณะที่ภาครัฐพยายามกระตุ้นให้ประชาชนหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้น นอกเหนือจากสวัสดิการที่รัฐจัดหาให้ ซึ่งจะทำให้ตลาดประกันสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เรามีประสบการณ์ที่ยาวนาน ทำให้มีความเข้าใจว่าประกันสุขภาพบริหารจัดการอย่างไร เพราะเกี่ยวข้องกับแพทย์ เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล เกี่ยวข้องกับโรค พนักงานของเราทุกคนเข้าใจ ลูกค้ารู้จักเราและไว้ใจเรา จะทำให้แผน 5 ปีถึงเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน” ปิยะพัฒน์ กล่าว

สำหรับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ไตรมาส 2 ปี 2559 บริษัทมีผลขาดทุน 12.73 ล้านบาท มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 193.84%

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่