
'เครือเจริญ'ทุนหนาปึ้ก
ทริสฯ คอนเฟิร์มธุรกิจเครือ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” แกร่ง ปรับเพิ่มอันดับเครดิตไทยเบฟฯ-โออิชิ หนุนต้นทุนการเงินถูกลง ด้านนักวิเคราะห์คาดดีล TICON ได้เห็นทำเทนเดอร์ซื้อกิจการ ROJNA เตรียมฟาดกำไร
ทริสฯ คอนเฟิร์มธุรกิจเครือ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” แกร่ง ปรับเพิ่มอันดับเครดิตไทยเบฟฯ-โออิชิ หนุนต้นทุนการเงินถูกลง ด้านนักวิเคราะห์คาดดีล TICON ได้เห็นทำเทนเดอร์ซื้อกิจการ ROJNA เตรียมฟาดกำไร
บริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เป็น “AA+” จาก “AA” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” อันดับเครดิตที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าสถานะทางการเงินแข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีปัจจัยสนับสนุนจากความพยายามลดหนี้ และมีกระแสเงินสดเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่คาด สะท้อนเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศ ส่วนธุรกิจปราศจากแอลกอฮอล์ก็มีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง
“บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มีตระกูลสิริวัฒนภักดีถือหุ้นใหญ่ 68% ของหุ้นทั้งหมด ทำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารในประเทศไทยขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการควบรวมและซื้อกิจการ รวมถึงการซื้อกิจการของ Fraser and Neave, Limited (F&N) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 28.5% ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสุราในประเทศไทย 95% และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเบียร์ มีส่วนแบ่งตลาด 40% ใน 6 เดือนแรกของปี 2559 เทียบกับ 30% ช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังเป็นผู้นำในตลาดชาพร้อมดื่มและเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลม และมีบริษัท โออิชิ กรุ๊ป บริษัทย่อยบริหารเครือภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ณ เดือน มิ.ย. 2559 มี 242 สาขา“
ด้าน ไทยเบฟฯ มีรายได้ 1 แสนล้านบาท ในช่วง 6 เดือนของปี 2559 เติบโตขึ้น 19% ขณะที่สิ้นปี 2558 มีรายได้ 1.72 แสนล้านบาท สุรายังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลัก 55% ของรายได้รวมและสร้างกำไร 80% ของกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ส่วนรายได้จากธุรกิจเบียร์ในช่วง 6 เดือนปี 2559 สูงขึ้นถึง 70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ยอดขายชาพร้อมดื่มขายชาพร้อมดื่มของโออิชิก็ปรับตัวสูงขึ้นมาก และยอดขายเอสก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 18% จากช่วง 3 ปีก่อนอยู่ที่ 16-17% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ ฐานะการเงินดีขึ้นจากความพยายามลดหนี้ทำให้มีสภาพคล่องเพียงพอ โดยมีเงินทุนจากการดำเนินกิจการ 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วง 6 เดือนของปีนี้ดีขึ้น 30% จากปี 2558 ช่วงเดียวกันอยู่ 2.2 หมื่นล้านบาท บริษัทมีหนี้สินระยะยาวต้องชำระในปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท และ 1.95 หมื่นล้านบาท ในปีหน้า ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 มีหนี้สินทั้งหมด 4.20 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 4.97 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2557 มีเงินสด 2,931 ล้านบาท และสินค้าคงคลังประเภทสุราผลิตแล้ว 1.17 หมื่นล้านบาท มีวงเงินสินเชื่อไม่ได้เบิก 6 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3 ปี และคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานจะมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ทริสฯ ได้เพิ่มอันดับเครดิตของบริษัท โออิชิ เป็น “A+” จาก “A-” ด้วยแนวโน้มคงที่ตามการจัดอันดับเครดิตแบบกลุ่มหลังไทยเบฟฯ
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มสิริวัฒนภักดีจะซื้อหุ้นใหญ่ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน (CNS) ระบุว่า หากคณะกรรมการไทคอนฯ มีมติอนุมัติเพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นขายเฉพาะเจาะจง (พีพี) เชื่อว่าผู้ที่เข้ามาลงทุนน่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อครอบงํากิจการมากกว่าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งไม่มีอํานาจในการบริหารและยังต้องร่วมแบกรับแนวโน้มธุรกิจของ TICON ตํ่ากว่าเป้าของผู้บริหาร ณ ต้นปี 2559 เมื่อมองว่าเป็นการเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนจนมีสัดส่วนการถือหุ้นถึง 25% ก็ต้องคำเสนอซื้อ หุ้นในส่วนที่เหลือ ซึ่งอาจทําให้บริษัทต้องเพิ่มทุนราว 367 ล้านหุ้น จากทุนชำระแล้วที่ 1,100 ล้านหุ้น และราคาเพิ่มทุนอาจอยู่ในช่วง 15-16 บาท/หุ้น หากอ้างอิงราคาซื้อขายเฉลี่ยรอบ 30-180 วันทําการย้อนหลัง
บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) มี 2 กรณี คือ หากขายหุ้น TICON ลงทุนทั้งหมดในช่วงราคา 15-17 บาท จากต้นทุนราว 14.12 บาท/หุ้น จะมีการบันทึกกําไรการขายเงินลงทุน 425-1,392 ล้านบาท และมีเงินเหลือหลังจากคืนหนี้ระยะยาวคิดเป็นเงินสดต่อหุ้นราว 0.42-0.92 หุ้น และการบันทึกกําไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการปรับมูลค่าเงินลงทุน ขึ้นอยู่กับราคาซื้อขาย TICON ณ วันสิ้นงวด หาก ROJNA ไม่ขายหุ้นออกจนไม่ต้องควบรวมงบการเงินและปรับเงินลงทุนจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วมแทน
ด้านราคาหุ้น ROJNA ปิดตลาดเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2559 อยู่ที่ 5.50 บาท ลดลง 0.35 บาท หรือลดลง 5.98% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 246.53 ล้านบาท ขณะที่หุ้น TICON ยังขึ้น SP ห้ามการซื้อขาย โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 17 บาท







