posttoday
บล็อกเชน เทคโนโลยีการเงิน

บล็อกเชน เทคโนโลยีการเงิน

04 ตุลาคม 2559

โดย...DJ [email protected]

โดย...DJ [email protected]

เทรนด์การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ที่ยังผลักดันให้เกิดนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาพลิกบทบาททางการเงินรูปแบบดั้งเดิมของสถาบันทางการเงินต่างๆ

จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เสนอบทความเศรษฐกิจ Blockchain ปฏิวัติระบบการเงินโลก ต่อกระแส ฟินเทค ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ลดทอนความสําคัญของระบบธนาคาร อาทิ การระดมทุนจากสาธารณชนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน (คราวด์ฟันดิ้ง) และการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคลโดยตรงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (พีทูพี เลนดิง) ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อสถาบันการเงินในฐานะคู่แข่งที่ต้องจับตามอง ส่งผลให้สถาบันการเงินหลายแห่งต้องปรับตัวและหันมาใช้กลยุทธ์สร้างพันธมิตรกับธุรกิจฟินเทค เพื่อลดการแข่งขันโดยตรงกับธุรกิจฟินเทค โดยท่ามกลางการปรับตัวของสถาบันการเงินภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว มีเทคโนโลยีทางการเงินอีกประเภทหนึ่งที่อาจช่วยให้สถาบันการเงินสามารถพลิกวิกฤตเป็นทางรอดในยุคดิจิทัล นั่นคือ บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งจุดประกายให้สถาบันการเงินหันมาตื่นตัว โดยเฉพาะภายหลังธนาคารขนาดใหญ่ของโลก อาทิ Santander (สหราชอาณาจักร) UBS AG (สวิตเซอร์แลนด์) UniCredit (อิตาลี) Bank of Tokyo Mitsubishi (ญี่ปุ่น) และ DBS Bank (สิงคโปร์) ประกาศว่าจะนํา Blockchain มาใช้ในระบบการโอนเงิน

สำหรับ Blockchain เป็นเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่ซึ่งช่วยให้สมาชิกที่อยู่ในระบบ (แพลตฟอร์ม) เดียวกัน สามารถทําธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันได้โดยตรง อาทิ การโอนเงินไปยังสมาชิกอีกรายผ่านแพลตฟอร์ม โดยไม่จําเป็นต้องมีตัวกลาง เช่น การทําธุรกรรมทางการเงินในแบบปัจจุบันซึ่งมักผ่านสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ข้อมูลธุรกรรมดังกล่าวจะถูกเรียกว่า Block และจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบต่อจาก Block อื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าคล้ายเป็นโซ่ (Chain) ที่เรียงต่อกัน และจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูล Block เหล่านั้นในภายหลังได้ นอกจากนี้ สมาชิกที่เกี่ยวข้องในแพลตฟอร์ม สามารถร่วมตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมที่เกิดความผิดปกติได้ทําให้ธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีความโปร่งใส

โดยรูปแบบการทํางานของ Blockchain แตกต่างจากระบบการทําธุรกรรมทางการเงินในแบบดั้งเดิม ส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการทางการเงินในด้านต่างๆ ดังนี้ 1.ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทําธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ที่สามารถทําธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศผ่านระบบดิจิทัลได้โดยไม่มีตัวกลาง 2.ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงในการทําธุรกรรมทางการเงิน การดําเนินการผ่านตัวกลางหลายแห่ง ทําให้มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินการสูงและก่อให้เกิดข้อผิดพลาดในแต่ละขั้นตอนได้ง่าย รวมทั้งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ในเบื้องต้นคาดว่าค่าธรรมเนียมในการทําธุรกรรมผ่าน Blockchainจะอยู่ที่ 0.01-0.05% ของมูลค่าธุรกรรม

3.ช่วยสร้างความปลอดภัยในการทําธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากข้อมูลธุรกรรมจะถูกเข้ารหัสไว้โดยเจ้าของธุรกรรม รวมทั้งการโจมตีระบบโดย Hacker ยังกระทําได้ยาก และ 4.ธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีความโปร่งใส เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นสมาชิกของเครือข่ายสามารถร่วมตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมในกรณีที่เกิดความผิดปกติหรือเกิดการโจรกรรมข้อมูล

ต่างจากระบบการเงินในปัจจุบันที่สถาบันการเงินเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลธุรกรรมและเป็นผู้ตรวจสอบแต่เพียงผู้เดียว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่