
ทีดีอาร์ไอปรับประมาณศก.ไทยโต6.4-7.2%
ทีดีอาร์ไอ ปรับประมาณเศรษฐกิจไทยปี 53 โต 6.4 – 7.2 % พร้อมแนะรัฐบาลปลดล็อค พ.ร.บ. ร่วมทุน หนุนเอกชนลงทุนผ่าน PPP ช่วยลดภาระงบประมาณ
ทีดีอาร์ไอ ปรับประมาณเศรษฐกิจไทยปี 53 โต 6.4 – 7.2 % พร้อมแนะรัฐบาลปลดล็อค พ.ร.บ. ร่วมทุน หนุนเอกชนลงทุนผ่าน PPP ช่วยลดภาระงบประมาณ
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 และ 2554 ว่า ทีดีอาร์คาดว่าในปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะขายตัวค่อนข้างสูงอยู่ในช่วง 6.4 – 7.2 % เพิ่มขึ้น จากประมาณการณ์เดิมที่คาดว่าจะขยาตัวได้ประมาณ 5 % โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 3 -3.5 % ขณะที่ปี 2554 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5 – 7.1 % เงินเฟ้ออยู่ระหว่าง 2.0 – 3.6 % ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่า ปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวนสูง และยังความเสี่ยงว่าจะอยู่ในขาลง แม้แนวโน้มเรื่องการค้า การส่งออก และการบริการจะยังขยายตัวต่อเนื่อง
“สาเหตุที่จีดีพีปีนี้ขยายตัวได้สูงเนื่องจากเป็นการขยายตัวบนฐานที่ต่ำในปีก่อน ส่วนปีหน้าที่คาดว่าขยายได้ต่ำกว่าปีนี้ เป็นเพราะฐานปีนี้สูงซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิค ” นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งสร้างบรรยายกาศการลงทุนภายในประเทศ และควรเร่งเรื่องการลงทุนในโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP เนื่องจากเห็นว่าภาครัฐ ยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดทำงบประมาณ ตามความจำเป็นในการปรับปรุงสวัสดิการประชาชน รวมถึงเรื่องความล่าช้าในเรื่องการปรับปรุงระบบภาษีซึ่งจะมีผลต่อรายได้ของภาครัฐในอนาคต อีกทั้งยังเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนทางด้านวิจัย และพัฒนา หรือ อาร์แอนด์ดี เพิ่มอีก 5-10 เท่าตัว เพราะปัจจุบันมีการลงทุนด้านนี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของประเทศหรือ จีดีพี และหากยังไม่เดินหน้าอย่างจริงจังเกรงว่าประเทศไทยจะอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
"รัฐบาลพูดเรื่อง PPP มานานหลายครั้ง แต่ยังกังวลว่าที่ผ่านมายังเห็นดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องถือว่าสำคัญมาก เช่นเดียวกับเรื่องการให้ความสำคัญทางด้านวิจัยและพัฒนา ที่ยังต่ำมากหรือใกล้คียงกับประเทศที่กำลังพัฒนา"นายสมชัยกล่าว
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ เสนอว่า ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของการพัฒนาโครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เกิดจาก พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐหรือ พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 ดังนั้นจึงควรมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อมุ่งประโยชน์ของรัฐและผู้บริโภค รวมถึงการยกเลิกขนาดวงเงินที่เข้าข่ายพ.ร.บ. ร่วมทุน จากปัจจุบันที่กำหนดให้มูลค่าการลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทต้องเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน เปลี่ยนเป็นไม่กำหนดวงเงิน แต่ให้กำหนดรูปแบบโครงการที่ต้องเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุนได้แก่ โครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดต้องดำเนินการในลักษณะพ.ร.บ. ร่วมทุน และควรมีการตั้งหน่วยงานอิสระ และคณะกรรมการมาสเตอร์แพลนของประเทศที่กำกับดูแลเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และควรลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องเสนอเรื่องเข้า ครม. แต่ควรให้มีครม.ย่อย ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รมว.คลัง และรมวง.ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐเช่น สภาพัฒน์ เป็นกรรมการ และให้คณะกรรมการฃุดมาสเตอร์แพลนเป็นเลขาคณะกรรมการชุด ครม. ย่อย ที่จะพิจารณาข้อมูลทั้งหมดก่อนที่จะเสนอ ครม.ใหญ่
"ต้องยกเลิกเรื่องการกำหนดวงเงิน เพราะที่ผ่านมามีคนเสนอให้เพิ่มเป็น 5,000 หรือ 1 หมื่นล้านบาทก็เท่านั้น เพราะสูดท้ายผู้ประกอบการก็จะเสนอมูลค่าโครงการแค่ 9,999 ล้านบาทเพื่อเลี่ยงพ.ร.บ. ร่วมทุน รวมถึงควรกำหนดในกฎหมายด้วยว่า เมื่อมีการชนะประมูลในราคาที่สูงแล้ว ห้ามมีการข้อแก้ไขสัญญาเพื่อลดวงเงินในภายหลัง"นายนิพนธ์กล่าว
ทั้งนี้เชื่อว่าถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาเรื่องโครงการลงทุนและแก้ไขพ.ร.บ. ร่วมทุนเพื่อสนับสนุนให้เอกชนลงทุนได้ จะมีผลทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในด้านการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนประเทศเกาหลีและอินเดีย







