
แบงก์ยกระดับป้องกัน โจรไซเบอร์ฉกเงินเอทีเอ็ม
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
อาชญากรรมด้านการเงินถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นในไทย โดยเฉพาะจากตู้เอทีเอ็มที่เคยมีทั้งการงัด การทำสกิมมิ่งเพื่อขโมยข้อมูลบัตรเอทีเอ็มของลูกค้าธนาคาร และนำไปกดเงินสดออกจากเครื่อง ล่าสุด อาชญากรใช้วิธีการปล่อยมัลแวร์ เข้าไปในเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารออมสิน และกดเงินสดออกไป จนธนาคารต้องสั่งปิดให้บริการตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR จำนวน 3,343 ตู้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2559 ขณะที่การโจรกรรมเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2559 ในตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR จำนวน 21 ตู้ ส่งผลให้ธนาคารออมสินสูญเงินกว่า 12.29 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากกล้องวงจรปิดพบว่า คนร้ายที่คาดว่าเป็นกลุ่มยุโรปตะวันออกหรือแขกขาว ได้ลักลอบเข้ามาในไทยก่อนตระเวนปล่อยมัลแวร์เข้าเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารออมสิน โดยเหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นที่มาเลเซีย ในปี 2557 รวมทั้งเร็วๆ นี้ ที่ไต้หวันได้เกิดเหตุลักษณะนี้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และพบว่าที่ไต้หวัน เซิร์ฟเวอร์ถูกควบคุมมาจากประเทศ
สวิตเซอร์แลนด์
ด้าน ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า จากการประสานกับบริษัทเจ้าของตู้เอทีเอ็มที่ประเทศสกอตแลนด์ พบว่าเป็นการใช้โปรแกรมมัลแวร์ เข้าไปแฮ็ก ระบบตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่นอกสถานที่ธนาคารและใช้บัตรกดเงินออกไปครั้งละ 4 หมื่นบาท โดยพบเหตุใน จ.ภูเก็ต 6 ตู้ สุราษฎร์ธานี 2 ตู้ ชุมพร 2 ตู้ ประจวบคีรีขันธ์ 2 ตู้ เพชรบุรี 2 ตู้ และกรุงเทพฯ 5 ตู้ เป็นตู้บริเวณถนนสุขุมวิท และวิภาวดี
ทั้งนี้ ธนาคารได้แจ้งปัญหาให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับทราบ เพื่อแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้ตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ป้องกันไม่ให้เกิดการถูกขโมยเงินขึ้นอีก เพราะในไทยมีตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ทั้งหมด 1 หมื่นกว่าตู้ เป็นของธนาคารออมสิน 4,000 ตู้ ที่เหลือเป็นของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งมี 2,700 ตู้ อีกแห่งหนึ่ง 1,000 ตู้ และแห่งอื่นเป็นหลัก 100 ตู้
อย่างไรก็ตาม การโจรกรรมตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสิน เป็นการขโมยเงินของธนาคารไม่ได้ของลูกค้า ซึ่งทางธนาคารจะเรียกความเสียหายจากเจ้าของตู้เอทีเอ็มต่อไป
รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การที่ธนาคารออมสินปิดให้บริการเอทีเอ็มโดยเร็ว ช่วยลดปัญหาความกังวลใจของประชาชนได้บ้าง เพราะป้องกันประชาชนที่มาใช้บริการ และห่วงว่าเอาบัตรเอทีเอ็มมากดเงินหรือทำธุรกรรมแล้วจะเกิดเหตุ ทำให้ไม่กระทบบัญชีของประชาชน โดยในระหว่างที่หยุดให้บริการตู้เอทีเอ็มบางส่วนของธนาคารออมสินนั้น ลูกค้าสามารถใช้บริการตู้เอทีเอ็มในเขตพื้นที่เดียวกันของทุกธนาคารได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
ด้าน พรรณพร คงยิ่งยง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารมีเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ให้บริการลูกค้าอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้รับความเสียหาย และไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือปิดการใช้งานเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อดังกล่าว อย่างไรก็ตามธนาคารได้ประสานงานกับผู้ผลิตเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อ NCR เพื่อหาทางเพิ่มมาตรการป้องกันความปลอดภัยการโจรกรรมเครื่องเอทีเอ็มอย่างใกล้ชิด
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารมีเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อ NCR อยู่บ้าง แต่ไม่ได้รับรายงานว่ามีความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ธนาคารจะตั้งทีมงานดูแลความปลอดภัยระบบไซเบอร์ขึ้นเพื่อดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ต้องระมัดระวังความเสี่ยงใหม่ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจากนี้ทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องต้องเรียนรู้ในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งฝ่ายกำกับดูแล สถาบันการเงิน และผู้บริโภค โดยควรเป็นลักษณะค่อยๆ ปรับเพราะหากเร็วไปอาจมีปัญหาได้
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารไม่มีเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ให้บริการแล้ว
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของคนไทยอยู่ที่ 35-40 ครั้ง/คน/ปี ถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเชีย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 80 ครั้ง/คน/ปี หรือ สิงคโปร์ที่ 700 ครั้ง/คน/ปี การที่คนไทยยังทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ต่ำแปลว่า ยังมีการใช้เงินสดสูง ทำให้ต้นทุนการในการทำธุกรรมการเงินสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการจัดการทางการเงินต่ำกว่า แต่จากนโยบายการส่งเสริมการใช้บริการทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งการจัดระบบพร้อมเพย์ การเตรียมการจัดทำเครื่องรับบัตร (อีดีซี) ฯลฯ ในอนาคตต้นทุนการทำธุรกรรมของไทยน่าจะลดลงได้







