
ไมเนอร์ฯ ลุยสื่อศึกษามัลติมีเดีย รับพ่อแม่ยุคดิจิทัล
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตคนเพิ่มขึ้นทุกวัน และยังมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจหนังสือที่ต้องเริ่มปรับตัวหันมาพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น เพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังพัฒนาธุรกิจขายตรงหนังสือสู่การขายแอพพลิเคชั่นในอีก 1 ปีข้างหน้านี้
สุทัศน์ อนุวุฒินาวิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า ธุรกิจหนังสือของไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทจำหน่ายหลากหลายช่องทางด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การออกบูธร้านหนังสือตามศูนย์การค้ามีสัดส่วน 40% การออกบูธในงานสัมมนา 20% ส่วนการขายหนังสือผ่านธุรกิจขายตรงมีสัดส่วน 20% ซึ่งวางเป้าหมายภายในปีนี้จะขยายช่องทางดังกล่าวเพิ่มเป็น 30% และที่เหลืออีก 10% จำหน่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซและทางโทรศัพท์
เหตุผลที่บริษัทให้ความสำคัญกับการขายหนังสือผ่านช่องทางขายตรงมากขึ้น เนื่องจากหนังสือของบริษัทส่วนใหญ่เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การขายที่ได้ผลส่วนใหญ่มาจากช่องทางขายตรง เพราะเป็นสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาสำหรับการแนะนำให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือกระทั่งกลุ่มครูในโรงเรียนต่างจังหวัด โดยมีด้วยกันทั้งหมด 5 หมวด ได้แก่ การฝึกภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ความรู้ทั่วไป จริยธรรม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ โดยมีหนังสือทั้งหมด 25 รายการ ในปีนี้จะเปิดให้ครบ 30 รายการ
“หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของไมเนอร์ เป็นสื่อที่พัฒนาขึ้นจากสหรัฐและไต้หวัน เน้นให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน ทำให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งการจำหน่ายของเราจะขายเป็นเซตราคาตั้งแต่ 2.5-5 หมื่นบาท สามารถนำไปใช้พัฒนาเด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่ 2-7 ปี ด้วยราคาที่สูงจึงต้องเน้นในช่องทางขายตรงให้เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีนักธุรกิจขายตรง 103 คน วางเป้าหมายไตรมาสแรกของปีหน้าเพิ่มเป็น 150 คน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยบริษัทจะมอบคอมมิชชั่นให้กับนักธุรกิจ 28-30%”
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ธุรกิจของไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำหน่ายพจนานุกรมเป็นหลัก แต่จากเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้พจนานุกรมคลายความนิยมลงไป และผู้ประกอบการต้องพัฒนาสื่อการเรียนเป็นมัลติมีเดีย อยู่ในออนไลน์ หรือกระทั่งแอพพลิเคชั่น ซึ่งในช่วงไตรมาส 4 บริษัทจะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลทั่วไปหรือองค์กรที่ต้องการพัฒนาบุคลากรทางด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีการวัดผลหลังจากใช้แอพพลิเคชั่นด้วย จำหน่ายในราคา 4,900-5,500 บาท นอกจากนี้กลางปีหน้าจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับเด็กต่อ
สุทัศน์ กล่าวว่า ทิศทางสื่อการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งธุรกิจหนังสือต้องปรับตัวโดยสร้างสื่อการศึกษาให้เป็นมัลติมีเดีย โดยพันธกิจของบริษัทเราเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงหนังสือสัญชาติไทย ที่ต้องการพัฒนาเด็กไทยให้มีความรู้และความสามารถทัดเทียมกับนานาชาติ สำหรับการจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในช่องทางขายตรง ตลาดหลักของบริษัทเน้นขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัดมากกว่ากลุ่มคนเมือง เพราะอุปสรรคในขณะนี้คือ โครงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ เป็นโครงการปิดไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายหรือเคาะประตูหน้าบ้านได้
ทั้งนี้ กลยุทธ์ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังจะเน้นหมวดหนังสือจริยธรรมมากขึ้น ผ่านการป้อนข้อมูลความรู้และความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบของการจัดสัมมนา เนื่องจากพบว่า พ่อแม่สมัยใหม่อยากให้ลูกเรียนเก่งส่วนใหญ่จะซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ความรู้ทั่วไป อังกฤษ คณิตศาสตร์ แต่ในขณะที่หนังสือจริยธรรมจำหน่ายได้น้อยมาก เพราะคนไทยให้ความสำคัญน้อยมาก ซึ่งมีผลทำให้เด็กไทยขาดทางด้านจริยธรรม นอกจากนี้ในไตรมาส 4 บริษัทจะเปิดหมวดหนังสือกลุ่มเออีซี เพื่อให้เด็กไทยได้ฝึกภาษาอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ
สำหรับไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น เป็นหนึ่งในขาธุรกิจหนังสือบริษัทในเครือของไมเนอร์ ฟู้ดส์ ที่ได้ดำเนินธุรกิจหนังสือตั้งแต่ปี 2516 โดยธุรกิจแรกเริ่มคือ การนำเข้าดิกชันนารีสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ต่อมาในปี 2522 เริ่มแตกกลุ่มสื่อการศึกษาไทม์ไลฟ์นำเข้าจากอเมริกา กระทั่งประสบความสำเร็จจึงทำให้บริษัทมุ่งมั่นสู่ธุรกิจขายตรง เป้าหมายรายได้ของบริษัทตั้งเป้าทั้งปีราว 140 ล้านบาท และคาดว่าในปีหน้ารายได้แตะ 200 ล้านบาท
ในอนาคตสื่อการเรียนรู้ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ยิ่งต่อไปจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกมากที่ทยอยเกิดขึ้น เชื่อว่าสื่อรูปแบบมัลติมีเดีย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แอพพลิเคชั่นจะตอบโจทย์พ่อแม่ในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี นั่นคือยุทธศาสตร์ของธุรกิจหนังสือไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้า







