
พรฎ.คุ้มครองเงินฝาก
ผู้ประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่และบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำส่วนมาก จะมีการฝากเงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ด้วยเหตุผลหลักคือเป็นการออม การเก็บรักษาเงินที่ปลอดภัย และทำให้มีรายได้งอกเงยขึ้นจากดอกเบี้ยที่ได้รับด้วย
ผู้ประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่และบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำส่วนมาก จะมีการฝากเงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ด้วยเหตุผลหลักคือเป็นการออม การเก็บรักษาเงินที่ปลอดภัย และทำให้มีรายได้งอกเงยขึ้นจากดอกเบี้ยที่ได้รับด้วย
เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของการเก็บรักษาเงินของธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่มีปัญหา มีความมั่นคงปลอดภัยสูง ถึงแม้ตู้นิรภัยจะถูกทำลายหรือถูกปล้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็ยังต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงิน แต่ที่มีปัญหาคือความมั่นคงของการประกอบกิจการ เช่น การเลิกกิจการ หรือทำผิดถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต อันส่งผลกระทบเสียหายต่อผู้ฝากเงิน ต้องสูญเสียเงินฝากหรือได้รับเงินฝากไม่ครบ ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่ใจต่อผู้ฝากเงินอันมีผลกระทบต่อการออมและการฝากเงินของประชาชน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการในการคุ้มครองเงินฝาก
ในระยะเริ่มแรก การคุ้มครองเงินฝากเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดให้รัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินเต็มจำนวน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นผลให้เกิดภาระทางการคลังแก่รัฐมากเกินไป อีกทั้งยังไม่มีกลไกดำเนินการที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐดังกล่าว ในปี 2551 จึงมีการตราพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ขึ้นใช้บังคับ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้น เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้สถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุม และชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยให้สถาบันมีทุนในการดำเนินการจากเงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ และรายได้อื่นๆ
ส่วนการคุ้มครองเงินฝาก กำหนดให้จัดตั้งกองทุนคุ้มครองเงินฝากขึ้นในสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เมื่อสถาบันการเงินใดถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ต้องส่งมอบเงินและทรัพย์สินและเอกสารต่างๆ ให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากในฐานะผู้ชำระบัญชี และภายในกำหนดสี่สิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต สถาบันคุ้มครองเงินฝากต้องออกประกาศกำหนดให้ผู้ฝากเงินมายื่นขอรับเงิน ผู้ฝากเงินต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานขอรับเงินภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากประกาศให้ยื่นคำขอรับเงิน
หลังจากผู้ฝากเงินยื่นคำขอแล้ว สถาบันคุ้มครองเงินฝากต้องจ่ายเงินให้ผู้ฝากเงินตามจำนวนเงินที่ฝากในแต่ละบัญชี แต่ถ้าหากมีเงินฝากรวมเกินหนึ่งล้านบาทให้จ่ายเงินหนึ่งล้านบาท ถ้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะคุ้มครองเงินฝากเกินกว่าหนึ่งล้านบาทเป็นการทั่วไป ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป ตามวงเงินที่จะคุ้มครองไว้
ที่ผ่านมา มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองสูงกว่าหนึ่งล้านบาทมาแล้วสองฉบับ ฉบับที่ใช้ในปัจจุบันคือพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 โดยกำหนดไว้เป็นดังนี้ คือ
(1) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เป็นจำนวนห้าสิบล้านบาท
(2) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เป็นจำนวนห้าสิบล้านบาท
(3) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เป็นจำนวนห้าสิบล้านบาท
(4) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นจำนวนยี่สิบห้าล้านบาท
การกำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 10 สิงหาคม 2559 รัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2559 มีผลใช้บังคับแล้ว กำหนดจำนวนเงินที่ได้รับการคุ้มครอง ดังนี้
(1) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เป็นจำนวนสิบห้าล้านบาท
(2 ) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เป็นจำนวนสิบห้าล้านบาท
(3) ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นจำนวนสิบล้านบาท







