posttoday
Thailand 4.0

Thailand 4.0

21 กรกฎาคม 2559

โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี

โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี

หลายวันก่อน ได้ฟังท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ บรรยายให้นักศึกษาหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” หรือ “วธอ.” รุ่นที่ 3 ในหัวข้อ “ประเทศไทย 4.0 โมเดลขับเคลื่อนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ซึ่งมีสาระและประโยชน์อย่างยิ่งที่สมควรจะถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง

ว่ากันว่า โลกในศตวรรษที่ 21 จะเป็น The Forth Industrial Revolution (จาก World Economic Forum) ที่เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีจาก 3 โลกเข้าด้วยกัน ได้แก่ โลกทางกายภาพ ชีวภาพ และดิจิทัล ที่จะกระทบกับเทคโนโลยีต่างๆ จนเกิดวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบใหม่ (New Culture Living) การเรียนรู้แบบใหม่ (New Culture Learning) และการทำงานแบบใหม่ (New Culture Working)

ปัจจุบันหลายประเทศได้มีการทบทวนรูปแบบทางเศรษฐกิจใหม่จากการเปลี่ยนแปลงของทิศทางเศรษฐกิจโลก เช่น ประเทศสหรัฐจะเป็น A Nation of Maker โดยเตรียมปรับตัวจากยุคของ Manufacture เป็นยุคของ Maker ที่กำหนดให้คนสหรัฐเปลี่ยนจากเป็นผู้บริโภค (Consumer) เป็นผู้สร้างเอง (Maker) ส่วนประเทศอังกฤษจะมุ่ง Design of Innovation เป็นการสร้างแบรนด์จาก Creative Economy, Service Design, Design Thinking เป็นต้น ในขณะที่ประเทศจีนและเกาหลีก็ประกาศปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกันด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น เคยมีการเติบโตที่สูงในช่วงปี 2500-2534 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-8% ต่อปี แต่ในช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมามีการเติบโตเฉลี่ยที่ 3-4% สาเหตุนอกจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกแล้วยังเป็นเพราะรูปแบบทางเศรษฐกิจของไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดตลอดที่ผ่านมา คือ ยังคงพึ่งพาการส่งออก และเป็นฐานการผลิตของ
ต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยติดอยู่กับกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 10 ปี ซึ่งหากไม่มีการปรับตัวหลังจากนี้ จะทำให้ไทยอยู่ในภาวะ Lost Decade (ศตวรรษแห่งความมืดมน)

ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) จึงเป็นโมเดลเพื่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยพร้อมกับการ สร้างความเชื่อมโยงเพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ประเทศไทย 1.0 เป็นสังคมเกษตรแบบดั้งเดิม ที่อาศัยสินค้าหัตถกรรมเป็นหลัก

ประเทศไทย 2.0 เป็นช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrialisation) เกิดอุตสาหกรรมเบา พร้อมกับต้องหาเม็ดเงินเพื่อทดแทนการนำเข้า เกิดอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ เช่น อาหารกระป๋อง สิ่งทอ เป็นต้น

ประเทศไทย 3.0 จากกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้เรามีการส่งออกสินค้าจำนวนมากจนเกิน 40% และมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น แต่ละเลยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพง ทำให้ไทยเป็นประเทศทันสมัยแต่ไม่พัฒนาเพราะไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

การพัฒนาจากประเทศไทย 1.0 จนถึงประเทศไทย 3.0 ดังกล่าวนี้ ทำให้เราติดอยู่ใน 3 กับดัก ได้แก่ (1) Imbalance Trap : กับดักความไม่สมดุลระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม จากการทุ่มเทการพัฒนาด้านเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ต้องกลับมาดูแลจำนวนมาก (2) Inequality Trap : กับดักความไม่เท่าเทียม เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับคนชนบท คนมีกับความไม่มี และ (3) Middle Income Trap : กับดักรายได้ปานกลาง

ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) จะเป็นการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Value-Based Economy หรือการเปลี่ยนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจากทำเยอะได้น้อยเป็นทำน้อยแต่ได้เยอะ ซึ่งต้องอาศัย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการ (Innovation) (2) องค์ความรู้ (Knowledge Based) โดยเฉพาะเทคโนโลยี และความสร้างสรรค์ (Technology & Creativity) ในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของประเทศ เช่น เปลี่ยนมูลค่าของข้าวไทยให้มากกว่าเดิมด้วยการเพิ่มมูลค่าจากความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น และ (3) การยืนอยู่บนอุตสาหกรรมได้ด้วยตัวเองและหันมาให้ความสำคัญกับการบริการมากขึ้น (Trade in Service) ทั้งในด้านโลจิสติกส์ หรือสุขภาพอนามัย ให้มากขึ้น เพิ่มเติมจากการอาศัยการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยต้องเน้นด้าน High value service ให้มากขึ้น

เรื่อง Thailand 4.0 นี้ ยังมีต่อ ครับผม !

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่