posttoday
ธปท.ยันไทย ไม่ติดกับดักสภาพคล่อง

ธปท.ยันไทย ไม่ติดกับดักสภาพคล่อง

19 กรกฎาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

การดำเนินนโยบายการเงินผ่านตลาดเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดูแลสภาพคล่องให้อยู่ในระดับเหมาะสม กลายเป็นความจำเป็นที่ ธปท.ต้องดูดซับสภาพคล่องจำนวนมากกลับมาผ่านหลายๆ ช่องทาง เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้กดดันดอกเบี้ยนโยบาย และไม่สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีภาระขาดทุนจากการจ่ายดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 ขาดทุนสุทธิ 8.9 หมื่นล้านบาท รวมขาดทุนสะสมทั้งหมด 6.4 แสนล้านบาท คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “เศรษฐกิจไทยติดกับดักสภาพคล่องหรือไม่?”

หากดูข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท.จะพบว่า มียอดการดำรงเงินฝากกระแสรายวันที่ ธปท. ณ วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ 1.36 แสนล้านบาท และมีการนำเงินมาฝากของสถาบันการเงินอีก 7.7 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repurchase Transactions) ที่ ธปท.จะขายพันธบัตรออกไปให้สถาบันการเงินถือชั่วคราวทั้งระยะ 1 วัน 7 วัน 14 วัน หรือ 6 เดือน และมีสัญญาซื้อคืนซึ่งจะทำผ่านคู่ค้า (Primary Dealers) 10 รายที่แต่งตั้งขึ้น โดยในปีนี้จะเห็นการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน ที่เสมือนการดูดน้ำที่ล้นบ่อกลับมาเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 5-9 แสนล้านบาท ในทุกๆ วัน ล่าสุด ณ วันที่ 15 ก.ค.มีการดูดสภาพคล่องที่ 7.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นระยะ 1 วัน 5.02 แสนล้านบาท ระยะ 7 วัน 1.85 แสนล้านบาท และระยะ 14 วัน อีก 9,595 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ยอดข้างต้นยังไม่รวมการออกพันธบัตร ธปท.อายุไม่เกิน 15 วัน เพื่อดูดสภาพคล่องในแต่ละเดือนซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท/ครั้ง และยังมีเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ ธปท.กำหนดให้มีการตั้งสำรอง ซึ่งธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักจะตั้งไว้สูงเกินเกณฑ์ สะท้อนว่าสภาพคล่องส่วนเกินยังล้นระบบแทบทุกจุด

ขณะเดียวกัน เงินที่มีอยู่จำนวนมากก็ไม่ได้ออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร แม้ยังมีความต้องการกู้อยู่ไม่น้อยก็ตาม ส่งผลให้ปล่อยกู้ที่พึ่งก่อให้เกิดการนำไปใช้จ่ายหรือก่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีไม่มากนัก ดูได้จากสินเชื่อทั้งระบบเมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ยังชะลอ โตเพียง 4.3% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน มียอดคงค้างอยู่ที่ 1.63 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดเงินฝากโตที่ 4.4% มียอดคงค้างอยู่ที่ 1.75 ล้านล้านบาท

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันถึงประเทศไทยจะมีสภาพคล่องส่วนเกิน แต่ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหากับดักสภาพคล่อง และสาเหตุที่สภาพคล่องในระบบมีมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนยังมีไม่มาก และยังมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาสมทบด้วย ซึ่ง ธปท.ก็มีการดูแลดูดซับสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่แล้ว สภาพคล่องจึงไม่ได้เป็นปัญหากับระบบเศรษฐกิจ

“สำหรับวิธีการดูแลสภาพคล่อง ถามว่าจำเป็นต้องปรับวิธีการดูแลหรือไม่นั้น ธปท.มีการทบทวนอยู่ตลอดเวลาว่า วิธีที่ทำอยู่เหมาะสมหรือไม่ เพราะในการดูแลเสถียรภาพโดยรวมนั้นต้องให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ เช่น การใช้เกณฑ์บาเซิล 3 ธปท.เราก็ไม่ได้ใช้หมด เอามาใช้เฉพาะที่จำเป็นกับสถาบันการเงินไทยเท่านั้น” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ปริมาณสภาพคล่องส่วนเกินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เท่าไร ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน เนื่องจากดูได้ในหลายนิยาม อาทิ การดูจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยิลด์) ก็สะท้อนสภาพคล่องอยู่พอสมควร เพราะการที่สภาพคล่องเข้าไปลงทุนมากขึ้น ก็ทำให้ราคามันสูงขึ้น บวกกับมีสภาพคล่องไหลเข้ามาเพิ่มหลังเหตุการณ์เบร็กซิต ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ภาพการไหลเข้ามาเช่นนี้มันอาจเป็นภาวะชั่วคราว

สำหรับปัญหาสภาพคล่องในระบบสูงแต่คนที่ต้องการกู้เงินเข้าไม่ถึง เพราะคุณสมบัติอาจไม่ผ่านเกณฑ์ของสถาบันการเงินนั้น ธปท.และภาครัฐได้พยายามช่วยให้มีการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้นด้วยตัวช่วยใหม่ๆ มากกว่าการจะลดหรือผ่อนเกณฑ์ในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เช่น ดึงบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามามากขึ้น กำหนดหลักประกันประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจาก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ การสร้างฐานข้อมูล เพื่อให้เข้าใจข้อมูลการเงินได้มากขึ้น เพื่อเป็นอีกกลไกหนึ่งให้สถาบันการเงินทำงาน
ได้ดีขึ้น

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ถือว่าเข้าข่ายติดกับดักสภาพคล่อง ไม่ถือว่าสภาพคล่องผิดปกติ เพราะหากดูจากสภาพการแข่งขันกันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ และการขยายตัวของสินเชื่อยังสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยในยามสินเชื่อชะลอตามภาวะเศรษฐกิจย่อมไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มการระดมเงินฝาก เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจชะลอปริมาณเงินที่จะใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ย่อมลดลงตามไปด้วย

“ถ้าการเกิดกับดักสภาพคล่อง น่าจะเป็นภาพของธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบแล้ว แต่สินเชื่อไม่ได้ขยายตัวเพิ่ม หรือไม่ได้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเท่าที่ควรมากกว่า เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป ที่ลดดอกเบี้ยติดลบ อัดฉีดเงินเข้าระบบทำคิวอี แต่เงินที่ใส่เข้าไปในระบบมันติดหล่ม ต่างจาก ธปท.เราที่ไม่ได้อัดฉีดเงินเช่นนั้น เป็นแค่การดูแลตามปกติ” เชาว์ ระบุ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่