
ธปท.ยันการลงประชามติไม่เพิ่มปัญหาให้เศรษฐกิจ
"วิรไท"ยันการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่เพิ่มปัจจัยความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ประกาศตั้งหน่วยงานใหม่ติดตามสัญญาณที่อาจเป็นปัญหา
"วิรไท"ยันการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่เพิ่มปัจจัยความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ประกาศตั้งหน่วยงานใหม่ติดตามสัญญาณที่อาจเป็นปัญหา
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะมีขึ้นในเดือนส.ค.ไม่นับเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่มากขึ้น เพราะไม่ว่าผลจะออกให้ผ่านหรือไม่ นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศได้รับรู้ความเสี่ยงด้านการเมืองของไทยมาก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าความเสี่ยงด้านการเมืองเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้การลงทุนในประเทศไทยขยายตัวได้น้อย ทั้งการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (เอฟดีไอ) การลงทุนของภาคเอกชนประเทศยังเติบโตได้น้อยอยู่ เนื่องจากภาคธุรกิจคงรอดูหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ก่อนจะเกิดความมั่นใจในการลงทุน
นายวิรไท กล่าวว่า จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีปัจจัยผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน ไม่ชัดเจน ธปท.จึงได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาชื่อ กลุ่มงานด้านเสถียรภาพระบบการเงิน (กสร.) เพื่อทำหน้าที่รวมศูนย์การวิเคราะห์นโยบาย พัฒนาเครื่องมือ แบบจำลองต่างๆ รวมถึงการดำเนินงานติดตามในภาพรวม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและพัฒนากลไกการออกนโยบายกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงลบ (Macro prudential Policy) เป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจจะเกิดขึ้นจนทำให้ระบบการเงินมีปัญหาและส่งผลกระทบ และนำผลการศึกษาในประเด็นต่างๆ ที่อาจเป็นระเบิดเวลา มารายงานต่อผู้ว่าการธปท.
"Macro prudential Policy เป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบ ที่อาจจะเกิดขึ้นจนทำให้ระบบการเงินมีปัญหาและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม และการมีหน่วยงานใหม่ กสร.ก็เสมือนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยติดตามสัญญาณของปัญหา เป็นไปตามแนวทางการทำงาน จับควันให้ไว ดับไฟให้ทัน และป้องกันไฟไม่ให้ลาม อย่างไรก็ดีเสถียรภาพระบบการเงินไทยในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะมีความเปราะบางในบางจุด"นายวิรไทกล่าว







