posttoday
จ้างบีทีเอสแสนล้าน วิ่งรถไฟฟ้ายาวถึงปี'85

จ้างบีทีเอสแสนล้าน วิ่งรถไฟฟ้ายาวถึงปี'85

04 กรกฎาคม 2559

โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

หลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับมอบจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ให้บริหารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ช่วง คือ สายสีเขียวตอนใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และสีเขียวเหนือช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) รัฐวิสาหกิจในสังกัดของ กทม. ได้รับหนังสือจาก กทม.ให้เจรจากับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในการเข้ามารับจ้างเดินรถไฟฟ้าช่วงดังกล่าวไปจนถึงปี 2585

มานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "โพสต์ทูเดย์" ว่า ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าการบริหารรถไฟฟ้าของ กทม.ต้องแบ่งเป็น 3 มหากาพย์

เริ่มจากมหากาพย์แรก คือ เมื่อปี 2542 กทม.ให้ "สัมปทาน" กับบริษัท ธนายง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นบริษัท บีทีเอส สร้างรถไฟลอยฟ้าสายสีเขียวสายสุขุมวิท (สถานีหมอชิต-อ่อนนุช) และสายสีลม (สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-ตากสิน) ระยะทางรวม 23.5 กม. 23 สถานี โดยบีทีเอสลงทุนทั้งหมด ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน วางราง อาณัติสัญญา จัดหาตัวรถ และบริหารการเดินรถเป็นเวลา 30 ปี หรือตั้งแต่ปี 2542-2572

"ตอนนั้นมี 2 แนวคิด คือ ลงดินและลอยฟ้า แต่สุดท้ายผู้ว่าฯ จำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าราชการ กทม.สมัยนั้น) บอกว่า เอาลอยฟ้า เพราะต้นทุนก่อสร้างถูกกว่า ซึ่งเป็นต้นทุนที่ธนายงต้องลงทุนทั้งหมด และเมื่อธนายงมาทำจริงๆ เขาเจ๊งไปรอบหนึ่ง ส่วน กทม.ตอนนั้นไม่มีเงินเลย แต่หลังปี 2572 ไปแล้ว ตอนนั้น กทม.จะเป็นเศรษฐี เพราะมีสินทรัพย์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าหลายหมื่นล้าน มีรายได้จากค่าเดินรถ ซึ่งแบงก์ไหนก็พร้อมให้กู้ กทม.ยิ่งกู้ยาวแบงก์ยิ่งชอบ เพราะได้ดอกเบี้ย"

ส่วนมหากาพย์ตอน 2 เป็นรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายช่วงสถานีกรุงธน-บางหว้า และสถานีบางจาก-แบงริ่ง กทม.เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และว่าจ้างบีทีเอสมาเดินรถในรูปแบบ "สัญญาจ้าง" เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2585 แต่เพื่อให้การเดินรถมีความต่อเนื่อง กทม.จึงได้ว่าจ้างบีทีเอสให้มาเดินรถไฟลอยฟ้าเส้นทางที่จะหมดสัมปทานในปี 2572 ไปทีเดียวเลยจนถึงปี 2585 และได้รวมสัญญาว่าจ้างเป็นสัญญาเดียว โดยรายได้ที่ได้จากการเดินรถจะเป็นของ กทม. แล้ว กทม.จะนำมาจ่ายเป็นค่าจ้างให้บีทีเอสเป็นรายปี ซึ่งสัญญานี้มีมูลค่า 1 แสนล้านบาท

"เนื่องจากเป็นระบบขนส่งมวลชนที่เป็นของ กทม.เอง ดังนั้นจึงเก็บค่าโดยสารจากประชาชนแพงมากไม่ได้ ทำให้แต่ละปี กทม.มีภาระต้องอุดหนุนค่าโดยสารอยู่ที่ 600-700 ล้านบาท/ปี"

สำหรับมหากาพย์ตอน 3 คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายข้ามจังหวัดไป จ.ปทุมธานี และสมุทรปราการ คือ เส้นแบริ่ง-สมุทรปราการ และเส้นหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ซึ่ง รฟม.เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงิน 6 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาลมอบให้ กทม.ดำเนินการบริหารการเดินรถ กทม.จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าก่อสร้างให้รัฐบาล ซึ่งตอนนี้หนี้ก้อนนี้ถือเป็นหนี้สาธารณะเพียงแต่เปลี่ยนจากหนี้ รฟม.มาเป็นหนี้ของ กทม.เท่านั้น ซึ่งเป็นภาครัฐเหมือนกัน ส่วนการลงทุนระบบเดินรถจะใช้รูปแบบซัพพลายเออร์เครดิต คือ ให้บีทีเอสลงทุนค่าก่อสร้างไปก่อน แล้ว กทม.ทยอยผ่อนชำระหนี้ทีหลัง

ล่าสุด ผู้ว่าราชการ กทม. (ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร) เสนอแนวทางหาเงินมาจ่ายค่าลงทุนรถไฟฟ้าสีเขียวเหนือและใต้ 2 วิธี คือ 1.ค่าโครงสร้างพื้นฐาน 6 หมื่นล้านบาท จะจ่ายในปี 2572 หลังจาก กทม.ได้ทรัพย์สินที่หมดสัมปทานมาเป็นของ กทม.แล้ว ส่วนค่าลงทุนระบบราง อาณัติสัญญา และตัวรถอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะหาเงินมาจ่ายให้บีทีเอสทันทีในปี 2563 แต่หากหาเงินมาจ่ายค่าลงทุนระบบเดินรถไม่ได้ จะใช้วิธีที่ 2 คือ กทม.จะทยอยจ่ายเงินค่าลงทุนระบบเดินรถให้บีทีเอสตั้งแต่ปี 2563 ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ไปจนถึงปี 2572 จากนั้นในปี 2573 เมื่อ กทม.นำโครงสร้างพื้นฐานที่หมดสัมปทานไประดมทุนก็จะจ่ายเงินที่เหลือ ส่วนค่าจ้างเดินรถ กทม.จะจ่ายให้บีทีเอสในปี 2563 โดยนำรายได้จากค่าโดยสารมาจ่ายเป็นรายปี ปีละ 1,000 ล้านบาท

"ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจาว่าจ้างให้บีทีเอสมาเดินรถส่วนนี้ ซึ่งเมื่อนับจำนวนสถานีที่เพิ่มเข้ามาใหม่จะมีจำนวนสถานีเท่ากับรถไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม โดยเราจะใช้หลักการเดิม คือ ให้สัญญาว่าจ้างเดินรถไปสิ้นสุดที่ปี 2585 เหมือนกัน จากเดิมที่เขาบอกว่าอยากได้ 50 ปี แต่เราเห็นว่า 30 ปี นี่มันพอเหมาะพอควรแล้ว ซึ่งเคทีได้ว่าจ้างที่ปรึกษามาศึกษาว่าค่าจ้างที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ และต้องไม่แพงกว่าสัญญาเดิม โดยเบื้องต้นสัญญาว่าจ้างน่าจะมีมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนล้านบาท เพราะเราจะจ้างให้วิ่งไปจนถึงปี 2585 หรืออีก 26 ปี แต่รายละเอียดตรงนี้ยังต้องเจรจากันอีกว่าค่าจ้างจะเป็นเท่าใด"

เมื่อถามว่าการเจรจาตกลงค่าจ้างเดินรถจะต้องเสร็จเมื่อใด มานิต บอกว่า จะต้องเจรจาให้จบโดยเร็วที่สุด เพราะในเดือน ธ.ค. 2559 กทม.จะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแรกแบริ่ง-สำโรง 1 สถานีก่อน ก่อนจะเปิดให้บริการตลอดเส้นทางแบริ่ง-สมุทรปราการในเดือน ธ.ค. 2561 ในขณะที่การลงทุนราง อาญัติสัญญา และจัดหาตัวรถ 1 สถานี ต้องใช้เวลาหลายเดือน เช่นเดียวกับสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต แม้ว่าตามแผนจะเปิดให้บริการตลอดทั้งเส้นทางในปี 2563 แต่ กทม.มีแผนจะเปิดให้บริการช่วงแรก 1 สถานีก่อน คือ สถานีหมอชิต-ห้าแยกลาดพร้าว เพื่อแก้ปัญหามิซซิ่งลิงค์และการจราจรที่ติดขัดบริเวณนั้น

"ถามว่าทำไมการจ้างเอกชนมูลค่าเป็นแสนๆ ล้าน ไม่ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ตรงนี้กฤษฎีกาตีความแล้วไม่ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะเราจ่ายค่าจ้างเดินรถอย่างเดียว และโครงสร้างพื้นฐานและตัวรถก็เป็นของเรา เหมือนกับการขายก๋วยเตี๋ยว เรามีสูตรเด็ดอร่อยมาก แล้วจ้างลูกจ้างลวกเส้น เงินที่ขายได้ก็เป็นเจ้าของสูตร แต่ลูกจ้างจะได้แค่ค่าจ้าง

ส่วนที่ไม่เปิดประมูลแต่ใช้วิธีเจรจา เพราะมันจะเหมือนกับกรณี รฟม.เปิดประมูลเดินรถไฟฟ้า 1 สถานีที่บางซื่อ-เตาปูน สุดท้ายก็หาคนมาประมูลไม่ได้และใช้เวลานานมาก จนต้องเจรจากับบีอีเอ็ม (บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ) เหมือนเดิม ขณะที่การให้เจ้าเดียวมาเดินรถ ประชาชนจะไม่ต้องเปลี่ยนรถ ค่าใช้จ่ายก็ถูกลง เพราะไม่ต้องมีการลงทุนของโอเปอเรเตอร์ 2 เจ้า และยิ่งรอนานเท่าใด กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คือ มีรางแต่ไม่มีรถไฟฟ้ามาวิ่ง ส่วนราคาค่าโดยสารที่จะเรียกเก็บจากประชาชนนั้น อยู่ระหว่างศึกษา และแน่นอนว่า กทม.ต้องซับซิดี้ เพราะไม่มีระบบขนส่งประเทศไหนที่ได้กำไรค่าโดยสาร แต่มันสร้างผลตอบแทนทางอ้อม เช่น มูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นเมื่อรถไฟฟ้าผ่าน และรัฐเก็บภาษีทางอ้อมได้เพิ่มขึ้น" มานิต ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่