
'ไทย' ใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี สูงสุดในอาเซียน
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
จากการเปิดการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่หลายประเทศทำข้อตกลงดังกล่าวร่วมกันไว้ ด้วยเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการทำการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้าอัตรา 0% ที่ระบุไว้ในกลุ่มสินค้าบางรายการให้เกิดการลื่นไหล แต่ขณะเดียวกันในประเทศต่างๆ ก็มีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีเอ็ม) ออกมากำกับดูแล ทั้งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้บริโภคแต่ละประเทศเช่นกัน
วินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย โดย ERIA ได้ทำการศึกษาการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีเอ็ม) ในอาเซียน
โดยพบว่ามีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า หรือเอ็นทีเอที่ไม่ใช่ภาษีหลายรูปแบบ ขณะที่ไทยมีการใช้เอ็นทีเอ็มมากสุดจำนวน 1,630 มาตรการ จากจำนวนทั้งหมด 5,975 มาตรการของอาเซียน
สำหรับมาตรการเอ็นทีเอ็มที่ไทยใช้มากสุด คือ มาตรการสุขอนามัยและโรคพืช (เอสพีเอส) สัดส่วน 48% รองลงมา คือ มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (ทีบีที) สัดส่วน 35% ส่วนหน่วยงานไทยที่ใช้มาตรการเอ็นทีเอ็มมากสุด คือ กระทรวงสาธารณสุข 42% (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 35%) รองลงมาเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 29% (กรมวิชาการเกษตร 25%) กระทรวงอุตสาหกรรม 14.5% (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 11.5%) และกระทรวงพาณิชย์ 9% (กรมการค้าต่างประเทศ 6.9%)
อย่างไรก็ตาม การใช้เอ็นทีเอ็มหลายอย่างไม่ได้เกิดจากนโยบายเชิงพาณิชย์หรือการค้าโดยตรง แต่เกิดจากนโยบายด้านอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่น และมาตรการหลายอย่างไม่ได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือกีดกันการค้าเสมอไป เพราะกระทรวงที่เกี่ยวข้องเหล่านี้อาจกำหนดมาตรฐานต่างๆ มาใช้ เพื่อรับประกันว่าผู้บริโภคจะมีความปลอดภัยและอาจใช้ปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่สุดท้ายก็จะเป็นประโยชน์ในแง่ความเชื่อมั่นและมั่นใจต่อมาตรฐานสินค้า
สำหรับในปีนี้ ERIA ได้ทำการศึกษาการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เน้นการศึกษาเนื้อหาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) และผลของทีพีพีที่มีต่อ 4 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้จำกัดเนื้อหาใน 3 หัวข้อ ได้แก่ การลงทุน รัฐวิสาหกิจ และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา มีกำหนดศึกษาให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้ ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวเพื่อให้ประเทศที่ศึกษาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินผลดีผลเสียต่อการเข้าร่วมกรอบทีพีพี
ขณะเดียวกัน ERIA ยังได้กำหนดที่จะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้เมืองร้อนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินการร่วมกันระหว่างไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ปัจจุบัน ERIA เป็นสถาบันวิจัยที่ก่อตั้งขึ้นมาตามมติผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ (ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์) ก่อตั้งเมื่อปี 2550
โดย ERIA มีสถานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 มีสำนักงานตั้งอยู่ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย และ ERIA ยังมีเครือข่ายสถาบันวิจัยของประเทศสมาชิก โดยสถาบันวิจัยของไทยที่เป็นเครือข่าย คือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)







