
แบงก์ชาติเตือนภัยแล้ง เสียหายลามกว่าที่คิด
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงาน “ฝนจะมา…แล้งจะไป…ผลภัยแล้งจะหายไปหรือไม่?” โดยระบุว่า ธปท.มีความกังวลต่อสถานการณ์ภัยแล้งครั้งนี้และติดตามปัญหาและผลกระทบของภัยแล้งอย่างใกล้ชิด จัดทีมสำรวจลงภาคสนามในหลายจังหวัดทุกภูมิภาค พบปะพูดคุย และสอบถามปัญหาจากทั้งเกษตรกรและโรงสี
ผลสำรวจพบว่าประชาชนในแต่ละพื้นที่เผชิญผลกระทบจากภัยแล้งแตกต่างกันออกไป โดยชาวนาในภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่างได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากกว่าภูมิภาคอื่น ชาวนาส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะงดปลูกข้าวนาปรัง หลังจากประเมินว่าน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอและเป็นการลงทุนที่ได้ไม่คุ้มเสีย โดยภาคกลางลดพื้นที่เพาะปลูกลงกว่า 80% และภาคเหนือลดลง 70% ชาวนาบางกลุ่มได้ลองพยายามปลูกแต่ผลผลิตเสียหายเกือบทั้งหมด มีเพียงชาวนาส่วนน้อยเท่านั้นที่โชคดี แต่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็ลดลงจากปีก่อนประมาณ 20% ขณะที่ภาคอีสานลดลง 50% ส่วนภาคใต้ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะมีพื้นที่ปลูกข้าวเพียง 4% ของประเทศ
ทางด้านโรงสีข้าวและธุรกิจการเกษตรส่วนใหญ่กว่า 50% ทั่วประเทศโดยเฉพาะในภาคกลางและภาคเหนือต้องปิดกิจการชั่วคราวเพราะขาดวัตถุดิบ บางโรงสีที่ยังเปิดกิจการอยู่ก็จะลดคนงานลง การค้าขายวัตถุดิบการเกษตรก็ฝืดเคืองยอดขายลดลงไปกว่าครึ่ง มีเพียงพ่อค้าที่ขายเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถไถนา รถเกี่ยวข้าวที่ยังประคับประคองให้พอไปได้ และบางร้านได้หันมาขายอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำแทน
สำหรับการปรับตัวของเกษตรกรชาวนา พบว่าชาวนาในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงครั้งนี้ต้องปรับตัวมาก แต่ในชีวิตจริงเกษตรกรมีข้อจำกัดในการปรับตัว การเปลี่ยนอาชีพที่ทำกินมากว่าครึ่งค่อนชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังขาดเงินทุนและความรู้ที่จะไปลองผิดลองถูก โดยบางรายก็หันไปทำอาชีพเสริมชั่วคราว เช่น งานก่อสร้างรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน แต่รายได้จากการทำอาชีพเสริมส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปจากการขายข้าวได้ ในท้ายสุดก็ต้องใช้เงินเก็บจากการขายข้าวในฤดูกาลที่ผ่านมารวมถึงต้องรัดเข็มขัดลดรายจ่าย ขอยืดเวลาชำระหนี้รวมถึงบางรายต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย ทำให้ฐานะการเงินของเกษตรกรย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
ชาวนาบางรายต้องพึ่งพาเงินส่งกลับจากลูกหลาน เพื่อประคับประคองการใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้ภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับความยากลำบากของชาวนาที่ขาดรายได้ในช่วงภัยแล้ง และจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ชาวนาเป็นกลุ่มที่มีปริมาณหนี้สูงและเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการเยียวยาเร่งด่วน โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปแต่ให้ชำระคืนภายใน 2 ปี รวมถึงให้ชาวนากู้เพิ่มโดยไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ขณะเดียวกัน เพื่อความมั่นคงของรายได้ของเกษตรกร ภาครัฐได้มีมาตรการระยะยาวจัดหาโครงการเพื่อการปรับเปลี่ยนอาชีพ เช่น ให้เงินทุนสนับสนุนสำหรับเกษตรกรที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงสนับสนุนเกษตรกรที่หันมาปลูกพืชทนแล้ง หรือปลูกพืชที่เป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีภาคธุรกิจเป็นตัวกลาง (Contract Farming) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศว่าภัยแล้งกำลังจะผ่านพ้นไป และฝนจะมาตามฤดูกาล แต่อย่าเพิ่งวางใจเพราะเกษตรกรอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไร่ได้มากเหมือนช่วงก่อนหน้า เนื่องจากภาวะที่ฝนแล้งรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานต้องอาศัยปริมาณน้ำที่มากพอเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก
ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทั้งราคาข้าว ราคามันสำปะหลังและราคายางพาราที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะนี้ที่ฝนเริ่มมายังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนได้ ขึ้นอยู่กับว่าฝนจะตกอยู่เหนือหรือใต้เขื่อน นอกจากนี้ผลผลิตยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายหากเกิดปรากฏการณ์ลานินญาที่ฝนมามากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูก ขณะเดียวกันเกษตรกรยังมีความเสี่ยงทางการเงินที่ยังเปราะบางจากภาระหนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ภัยแล้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มาบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนดังกล่าว กระบวนการบริหารจัดการน้ำควรมีกลไกเน้น “การมีส่วนร่วมอย่างบูรณาการ” ของทั้งภาครัฐและเกษตรกร รวมทั้งประชาชนในลุ่มน้ำ ทั้งการวางนโยบายและกำหนดแผนงานเพื่อจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบ โดยเกษตรกรควรวางแผนจัดการน้ำในพื้นที่เพาะปลูกของตัวเองอย่างเหมาะสม เรียนรู้การบริหารการปลูกพืชตามความต้องการของตลาด มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูกเพื่อกระจายความเสี่ยง
รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตทางการเกษตร เช่น การแปรรูปวัตถุดิบการเกษตรให้มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนภาครัฐควรสร้างระบบชลประทานอย่างทั่วถึง บริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรและประชาชนอย่างแท้จริง และสื่อสารและสร้างความเข้าใจถึงปัญหาเรื่องน้ำกับประชาชน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติในระยะยาวได้







