
ปตท.กำไรไตรมาส2วูบ16%ครึ่งปีโตหมื่นล.
ปตท.กำไรไตรมาสสองวูบ 3,892 ล้านบาท หรือ 16.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนครึ่งปีกำไรเฉียด 4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
ปตท.กำไรไตรมาสสองวูบ 3,892 ล้านบาท หรือ 16.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนครึ่งปีกำไรเฉียด 4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2553 จำนวน 16,684.56 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 5.88 บาท ลดลง 16.1% หรือ 3,892 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 19,895.16 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 7.04 บาท ส่วนงวด 6 เดือนแรกปีนี้กำไรสุทธิ 39,705.31 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 14 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 27,343.87 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 9.68 บาท
งวดไตรมาส 2 ปี 2553 ปตท.และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 495,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงวเดียวกันของปี2552 จานวน 108,601 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.1% มีกาไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจาหน่าย รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นและรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดาเนินงาน (EBITDA) จานวน 43,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2Q/2552 จานวน 8,407 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.9 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นและปริมาณขายที่เพิ่มสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและของประเทศ
อย่างไรก็ดีในไตรมาส 2 ปี 2553 ปตท.และบริษัทย่อยมีกาไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 334 ล้านบาท ลดลงจาก ไตรมาส 2 ปี 2552 จำนวน 2,506 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2553 ปตท.และบริษัทย่อยมีส่วนแบ่งกาไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจานวน 2,863ล้านบาท ลดลงจาก ไตรมาส 2 ปี 2552จำนวน 5,162 ล้านบาท หรือลดลง 64.3% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกลุ่มธุรกิจการกลั่นมีผลดาเนินงานที่ลดลง อันเนื่องมาจากค่าการกลั่น (GRM) ที่ปรับตัวลดลง เป็นผลมาจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรป นโยบายการเงินที่เข้มงวดของจีนและการกลับมาเดินเครื่องของโรงกลั่นในภูมิภาคหลังจากที่หยุดซ่อมบารุงประจาปีและหยุดฉุกเฉิน รวมทั้งโรงกลั่น Samref ในตะวันออกกลางเริ่มดาเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามกาหนด ประกอบกับในไตรมาส 2 ปี 2553มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ามัน (Stock Loss) และมีผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าคงเหลือ (Lower of cost or market- LCM)
ในขณะที่ ไตรมาส 2 ปี 2552 มีกาไรจากสต๊อกน้ามัน ส่วนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์มีผลการดาเนินงานลดลงจากปัญหาอุปทานผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่มีมากเกินความต้องการ ภายหลังจากที่โรงอะโรเมติกส์ใหม่ในตะวันออกกลางได้เริ่มดาเนินการผลิตในไตรมาสนี้ รวมทั้ง โรงอะโรเมติกส์ในภูมิภาคกลับมาดาเนินการผลิตหลังจากหยุดซ่อมบารุง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ (Product-to-feed (P2F) Margin)ของพาราไซลีนลดลงเมื่อเทียบกับ ไตรมาส 2 ปี 2552 ในขณะที่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์มีผลการดาเนินงานที่ดีขึ้น โดยมี P2F Margin ที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2552 โดยราคาปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์มีการฟื้นตัว ตามราคาน้ามันดิบที่สูงขึ้นและความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศจีน รวมทั้งมีปริมาณการขายผลิตภัณฑ์โพลิเอทิลีนโดยรวมเพิ่มขึ้นจากหน่วยผลิต LLDPE ของ PTTPE (บริษัทย่อยของ PTTCH) ที่ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553
ประกอบกับในไตรมาส 2 ปี 2553 ปตท.และบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงินจานวน 3,892 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในไตรมาส 2 ปี 2552 จำนวน 534 ล้านบาท







