
‘แชร์ต้นทุน’ ทางรอด ประกันมาตรฐานต่ำ
การจัดทำแผนพัฒนาประกันภัยฉบับที่ 3 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ทำการประเมินผลบริษัทประกันวินาศภัยเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลปี 2556-2557 พบว่ามีบริษัทประกันวินาศภัย 24 บริษัท จากจำนวน 56 บริษัท ที่ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มีโอกาสที่จะแข่งขันกับรายใหญ่ได้ยาก
การจัดทำแผนพัฒนาประกันภัยฉบับที่ 3 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ทำการประเมินผลบริษัทประกันวินาศภัยเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลปี 2556-2557 พบว่ามีบริษัทประกันวินาศภัย 24 บริษัท จากจำนวน 56 บริษัท ที่ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มีโอกาสที่จะแข่งขันกับรายใหญ่ได้ยาก
ขณะที่บริษัทประกันวินาศภัยที่มีคะแนนเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 16 บริษัท และอยู่ในระดับปานกลาง 16 บริษัท แสดงให้เห็นว่าบริษัทประกันวินาศภัยของไทยมีมาตรฐานไม่ถึงเกณฑ์มากพอสมควร
การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ประกอบด้วย วิเคราะห์ขนาดธุรกิจ อาทิ จำนวนเบี้ยประกันภัย อัตราเบี้ยประกันภัยรับใหม่ สินทรัพย์รวม ส่วนของผู้ถือหุ้น การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร อาทิ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น อัตราส่วนกำไรสุทธิ การวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ และการประเมินผลเชิงคุณภาพ อาทิ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อร้องเรียนลูกค้า กระบวนการบริหารความเสี่ยง ช่องทางการจำหน่าย อัตราการขยายตัวของกำไรในอดีต
สำหรับ 24 บริษัท ที่มีคะแนนเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นผลมาจากบริษัทมีขนาดเล็ก มูลค่าเบี้ยประกันภัยรับไม่ถึง 1,000 ล้านบาท/ปี และมีอัตราการขยายตัวของเบี้ยประกันภัยและอัตราในการทำกำไรต่ำ ขาดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ประกันภัยและช่องทางการจำหน่าย มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยีด้านการประกันภัย รวมทั้งไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ไม่ยื่นงบการเงินและรายงานเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายหรือคืนแก่ผู้เอาประกันภัย ไม่ยื่นรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและกิจการของบริษัทภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ในปี 2557 ยังมีอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สูงถึง 47.73% เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งระบบที่ 43.22% มีค่าจ้างและค่าบำเหน็จ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยอื่นๆ ที่ 54.59% จากค่าเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 52.53% เมื่อรวมต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมดอยู่ที่ 102.32% จากต้นทุนทั้งระบบอยู่ที่ 97.75% นั้นหมายความว่าบริษัทเหล่านี้ขาดทุน 2.32%
ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงด้านประกันภัย ประจำปี 2559 ได้พยายามหาทางออกให้กับบริษัทกลุ่มดังกล่าว เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย และให้สามารถเข้าสู่สนามการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อแชร์หรือเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง
การบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลง จะมุ่งลดต้นทุนการได้มาซึ่งธุรกิจทั้งหมด ทั้งต้นทุนด้านประกันภัย ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และต้นทุนด้านกฎระเบียบของทางการ ด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อเฉลี่ยต้นทุนจะเป็นการเกื้อหนุนกันในธุรกิจให้มีการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะเป็นคนกลางในการพัฒนาระบบที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงาน
หนึ่งในระบบที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกัน คือ การพัฒนาช่องทางการเข้าถึงและการทำธุรกรรมประกันภัยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการออกและส่งมอบกรมธรรม์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2559 และใช้ฐานข้อมูลกลาง (Insurance Bureau System) เพื่อประโยชน์ต่อการกำกับดูแลและพัฒนา รวมถึงป้องกันการฉ้อฉลในธุรกิจประกันภัย
ขณะที่ คปภ.ในฐานะผู้กำกับธุรกิจควรทบทวนกฎเกณฑ์ระเบียบเพื่อลดความซ้ำซ้อนและอุปสรรคในการแข่งขัน เช่น การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจประกันภัยมีช่องทางการระดมทุนที่หลากหลาย และมีการถ่ายโอนระบบงาน ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และการกำกับให้บริษัทประกันดำรงเงินกองทุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ในกรณีที่บริษัทประสบปัญหา การดำรงเงินกองทุนไม่ครบถ้วน หรือบริษัทมีฐานะหรือการดำเนินงานในลักษณะที่อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ควรจะกำหนดมาตรการที่ใช้สั่งการที่สร้างความชัดเจนให้แก่บริษัท ลดการใช้ดุลพินิจของนายทะเบียน ส่งเสริมให้มีการควบโอนกิจการ เพื่อให้บริษัทมีความเข้มแข็ง พร้อมรับการแข่งขัน
นอกจากนี้ ภาครัฐควรหาทางออกจากธุรกิจให้กับบริษัทประกันภัยด้วย ทั้งการออกจากธุรกิจอย่างสมัครใจ และการถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือสั่งปิดกิจการด้วย ซึ่งปัจจุบันบริษัทที่ออกจากธุรกิจล้วนถูกสั่งปิดกิจการทั้งสิ้น โดยนับจากปี 2551-2559 มีบริษัทที่ถูกสั่งปิด 9 บริษัท และหากยังปล่อยให้ประกันวินาศภัยอยู่ต่อไปอย่างไม่ยั่งยืนก็จะลำบาก
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ธุรกิจจิ๋วแต่แจ๋ว เริ่มอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว







