
เงินหยวนก้าวสู่สากล
สิงคโปร์เพิ่มเงินหยวนในทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดการใช้เพิ่ม ด้านยอดการลงทุนในจีนพุ่ง 25%
สิงคโปร์เพิ่มเงินหยวนในทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดการใช้เพิ่ม ด้านยอดการลงทุนในจีนพุ่ง 25%
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ประกาศให้การลงทุนทางการเงินในสกุลเงินหยวน เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศของสิงคโปร์ นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2016 เป็นต้นไป นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีนและสิงคโปร์ ขณะที่บทบาทของจีนกำลังมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
กาย ฮาร์วีย์-ซามูเอล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารเอชเอสบีซี สิงคโปร์ กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวของเอ็มเอเอสแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินหยวนของจีน และสกุลเงินดังกล่าวจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในเวทีโลก หลังการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและทางการเงินดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในจีน โดยธนาคารกลางกว่า 32 แห่ง ลงนามข้อตกลงแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนเมื่อปี 2015 เพิ่มขึ้นจาก 3 แห่ง ในปี 2012
“การตัดสินใจนำค่าเงินหยวนเข้ามาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของเอ็มเอเอส เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างที่สุดต่อสกุลเงินของจีนในขณะนี้” กาย ฮาร์วีย์-ซามูเอล กล่าว
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้ธนาคารกลางและสถาบันการเงินต่างชาติ เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของจีนมากยิ่งขึ้น โดยแจคเกอลีน โหลว รองผู้ว่าการเอ็มเอเอส กล่าวว่า การเปิดเสรีทางการเงินดังกล่าวของจีน ส่งผลให้สกุลเงินหยวนได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ เอ็ดเวิร์ด ลี หัวหน้านักวิจัยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการณ์ว่า การใช้เงินหยวนในการค้าของจีนจะยิ่งปรับตัวขึ้น มากกว่า 50% ภายในปี 2020
ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างประธา นาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ว่า การค้าระหว่างจีนและประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมใหม่พุ่งสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของการค้ากับต่างประเทศทั้งหมดของจีน
ทั้งนี้ 49 ประเทศตลอดแนวโครงการเศรษฐกิจ ลงทุน 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 แสนล้านบาท) ในจีนเมื่อปี 2015 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 25% ขณะที่อีก 70 ประเทศและองค์กรนานาชาติตกลงเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้ว
ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิง กล่าวว่า บริษัทจีนหลายแห่งลงทุนเกือบ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.27 แสนล้านบาท) ในโครงการสายไหมใหม่ เพิ่มขึ้นราว 20% จากปี 2014
ทั้งนี้ ผู้นำจีนได้เริ่มโครงการ “วัน เบลต์ วัน โรด” ในปี 2013 เพื่อลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ เส้นทางรถไฟและโรงไฟฟ้าในพื้นที่ตอนกลาง ตะวันตก และตอนใต้ของเอเชีย รวมถึงในแอฟริกาและยุโรป







