
‘อัชชพล ดุสิตนานนท์’ ดันสถาปนิกไทยแข่งต่างชาติ
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
รับตำแหน่งนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ อย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “อัชชพล ดุสิตนานนท์” ซึ่งการเข้ามาครั้งนี้เพื่อต้องการพัฒนาวงการสถาปนิกไทยให้สามารถอยู่รอดได้ เนื่องจากที่ผ่านมาสถาปนิกที่ออกแบบภาครัฐนั้นมีรายได้จากค่าจ้างบริการวิชาชีพสถาปัตยกรรมของอัตราค่าบริการวิชาชีพออกแบบภาคราชการ หรือค่าฟีอยู่ที่ 1.75% ซึ่งถือว่าต่ำมาก จึงต้องปฏิวัติมาตรฐานเพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและเพื่อสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมให้ได้มาตรฐานสากล โดยที่ผ่านมาได้มีการเสนอให้แก้ไขร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง คาดว่าร่างดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้อีก 3 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นมีการแบ่งประเภทโครงการอาคารที่จะก่อสร้างตามลักษณะความซับซ้อน เริ่มจาก 1.อาคารลักษณะซับซ้อนมาก อาทิ พิพิธภัณฑ์ อาคารทางศาสนา อนุสาวรีย์ รัฐสภา ศาลากลางจังหวัด อาคารวิจิตรแสดงเอกลักษณ์ โรงพยาบาล อาคารห้องปฏิบัติการ อาคารเก็บวัสดุที่เสี่ยงอันตรายหรือสุขภาพ
2.อาคารลักษณะซับซ้อนปานกลาง อาทิ มหาวิทยาลัย อาคารเรียนรวม หอสมุด หอประชุม อาคารหอพักอาศัยรวม สนามกีฬา หอพัก โรงเรียน อาคารสำนักงาน อาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่พิเศษ 3.อาคารลักษณะไม่ซับซ้อน หมายถึง โรงเก็บพัสดุ คลังสินค้า ตลาด อาคารจอดรถ อาคารขนาดเล็ก การออกแบบที่ใช้เป็นแบบมาตรฐานประเภทบ้านอยู่อาศัย
หากเป็นอาคารที่ซับซ้อนมากจะคิดอัตรา 3-8.5% อาคารประเภทซับซ้อนปานกลางจะคิดอัตรา 2.5-6.5% ส่วนอาคารลักษณะไม่ซับซ้อน จะคิดอัตรา 1.2-4.5% ตามขนาดของพื้นที่ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร จนถึงไม่จำกัดพื้นที่ ซึ่งหากพื้นที่มีีขนาดใหญ่ค่าฟีจะปรับลดลง
“ค่าฟีในวงการสถาปนิกใช้มานานหลายปี โดยไม่มีปรับให้สะท้อนกับความเป็นจริง ทำให้สถาปนิกไม่สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการยกเครื่องใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนนั้นอัตราค่าฟีจะอยู่ที่ 3-5% ขณะที่ตะวันออกกลางค่าฟีอยู่ที่ 8% ประเทศฝรั่งเศสอยู่ที่ 14.5% ซึ่งการที่ค่าฟีต่ำเกินไปก็อาจเป็นการทำให้เกิดการทุจริตในวงการได้”
นอกจากนี้ สมาคมจะเร่งผลักดันให้สถาปนิกไทยออกไปศึกษาและทำงานในกลุ่มสมาชิกอาเซียน อาจใช้เวลา 3-6 เดือนในการออกไปเรียนรู้ เพื่อให้สถาปนิกไทยสามารถออกไปรับงานก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่ปัญหาของสมาคมในเวลานี้สมาชิกคนรุ่นใหม่มีจำนวนลดน้อยลง หลังจากมีการจัดตั้งสภาสถาปนิก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงต้องหาแนวทางแก้ไขว่าเมื่อมาเป็นสมาชิกแล้วจะได้ประโยชน์ด้านใดบ้าง
เริ่มจากการปฏิรูปสื่อจากเดิมที่มีการทำวารสารอาษา ราย 2 เดือน และจดหมายเหตุข่าวสาร พร้อมกับจะเปิดตัวสำนักพิมพ์ในรูปแบบคอนเทนต์ ดีเวลลอปเมนต์ เซ็นเตอร์ ที่ใช้งบลงทุนจำนวน 15 ล้านบาทในปีแรก โดยจะพัฒนาสื่อออนไลน์ควบคู่ไปกับสื่อสิ่งพิมพ์ หลังจากนั้นจะมีการปรับมาใช้สื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการทำหนังสือเกี่ยวกับภาพสเกตช์ หนังสือเกี่ยวกับงานอนุรักษ์ทางด้านสถาปัตยกรรมไทยให้เป็นภาษาต่างประเทศเพื่อเผยแพร่ในกลุ่มประเทศอาเซียน
พร้อมกันนี้จะมีการพัฒนาสถาบันสถาปนิกสยามที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 ให้บริการมานานกว่า 10 ปี จากเดิมที่เป็นศูนย์อบรมทางด้านสถาปัตยกรรม จะเพิ่มงานทางด้านวิชาการ การผลิตคู่มือ งานทางด้านอนุรักษ์ และงานทางด้านคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อรับการแข่งขันที่รุนแรงในวิชาชีพที่มีมากขึ้น







