
ค่าเอฟทีปีหน้าจ่อขยับ
“เรกูเลเตอร์” คาดค่าเอฟทีงวดสุดท้ายลดต่ำกว่าที่คาดไว้ เหตุต้นทุนเชื้อเพลิงเริ่มขยับ-บาทอ่อนค่า แนวโน้มปี 60 จ่อขาขึ้น
“เรกูเลเตอร์” คาดค่าเอฟทีงวดสุดท้ายลดต่ำกว่าที่คาดไว้ เหตุต้นทุนเชื้อเพลิงเริ่มขยับ-บาทอ่อนค่า แนวโน้มปี 60 จ่อขาขึ้น
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรกูเลเตอร์) ในฐานะโฆษก เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) รอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2559 มีโอกาสปรับลดต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้จะลดลงได้ 33.29 สตางค์ (สต.)/หน่วย หลังราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 30-35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในช่วงนี้ มาอยู่ระดับ 40-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นอกจากนี้ จากปัจจัยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเป็นเหตุผลที่ทำให้ค่าเอฟทีลดลงไม่ได้ตามที่ประเมินไว้ และจากการคาดการณ์แนวโน้มค่าเอฟทีปี 2560 จากทิศทางราคาน้ำมันจะสูงขึ้นจากปีนี้เฉลี่ย 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าปีนี้
สำหรับกรณีภาครัฐมีมติให้เปิดประมูลเพื่อบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2565-2566 อาจทำให้การผลิตก๊าซไม่ต่อเนื่องและปริมาณลดลงได้นั้น คงต้องติดตาม เพราะหากต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาผลิตไฟแทนจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟอย่างมาก เพราะราคาแอลเอ็นจีนำเข้าจะมีราคาแพงกว่าก๊าซ ในอ่าวไทยเท่าตัว
ขณะเดียวกัน เพื่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ล่าสุดบอร์ดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้อนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วางสายส่ง 500 KV ไปยังภาคใต้โดยเชื่อมจากบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเชื่อมไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี จนถึงโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ซึ่งจะแล้วเสร็จช่วงปี 2564-2565 ก็จะทำให้ระบบส่งมีความมั่นคงมากขึ้น
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) ได้จัดทำผลการศึกษาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ด้านการใช้จ่ายและการใช้พลังงานของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่าในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 29.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20.4% เทียบกับปีก่อนหน้า มีการใช้จ่ายเป็นมูลค่า 1,447,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.4% โดยเป็นการใช้จ่ายสำหรับค่าโรงแรมและที่พัก 26.2% ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 22.5% ค่ารถโดยสารและการเดินทาง 5.3% เป็นต้น
สำหรับการใช้จ่ายดังกล่าวเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม กรณีที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศทุก 1 ล้านคน จะมีผลต่อความต้องการพลังงานประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 0.05% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา ในขณะที่ความต้องการพลังงานประเภทไฟฟ้าและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 0.10% เป็นต้น
ทั้งนี้ สนพ.จะนำผลการศึกษาที่ได้ไปวางแผนการใช้พลังงานภาคท่องเที่ยวในอนาคต เพื่อทำให้การประเมินการใช้พลังงานของประเทศสะท้อนความเป็นจริง







