
ทำไมธุรกิจปีนี้หลายๆ ตัวต้องปิดตัว แล้วธุรกิจเราล่ะ?
“ช่วงนี้เห็นข่าวเรื่องการปิดตัวของโรงงาน การเลิกจ้าง และย้ายโรงงานไปประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงถูกกว่า ...เอ๊ะ!! สิ่งที่น่าสงสัยคือ แล้วเมื่อไหร่จะถึงคราวเราบ้าง?”
“ช่วงนี้เห็นข่าวเรื่องการปิดตัวของโรงงาน การเลิกจ้าง และย้ายโรงงานไปประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงถูกกว่า ...เอ๊ะ!! สิ่งที่น่าสงสัยคือ แล้วเมื่อไหร่จะถึงคราวเราบ้าง?”
บางคนคิดว่าอาชีพหรือบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วยมั่นคง ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำงานเราให้ดี ชีวิตก็สบายแล้ว ...แต่สุดท้ายพอบริษัทตัดสินใจปิดออฟฟิศในเมืองไทยแล้วย้ายไปที่อื่น -- บริษัทไม่ได้เจ๊ง แต่เราดิเจ๊ง ...ตกงาน!! แถมตกงานแบบไม่มีการเตรียมตัว “นี่คือตัวอย่าง ชีวิตเจ๊ง นั่นเอง”
จากนี้ไปด้วยการเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรม มาสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร (ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่า ยุคข่าวสารคืออะไร แล้วธุรกิจจะเปลี่ยนยังไง ไว้ผมค่อยๆ เล่าให้ฟัง) ...ต่อไปอาชีพและงานต่างๆ จะเปลี่ยนไป
- เครื่องจักรจะถูกเอามาทำงานที่ทำซ้ำๆ เช่น งานในสายพานผลิต, งานแพ็กสินค้า, การแลกเงิน, งานขายแบบหน้าร้านที่ลดลง
- ร้านวิดีโอ คืออะไร ...ร้านขายทองล่ะ ...โรงรับจำนำ ในอดีตที่ใครทำก็รวย ...ร้านขายเครื่องจักร ร้านขายอะไหล่ ร้านเปลี่ยนยาง ร้ายของชำ ร้านซ่อมรถ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ...ขึ้นชื่อว่า “ร้าน” ต่างๆ กำลังทยอยหายไป แล้วถูกแทนด้วย “ศูนย์” (ที่รวมขายสินค้า ครบกว่า ถูกกว่า คุ้มกว่า สะดวกกว่า และที่สำคัญ “ศูนย์รวมเหล่านี้” ไม่ใช่ของคุณ แต่เป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่)
- มีคำพูดจากปากของธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่ฟังแล้วสลด แต่เรื่องจริง คือ “ไม่มีธุรกิจอะไรที่ทำแล้วรุ่งแล้วรวย เท่าการแย่งอาชีพคนจน”
...ใช่!! การเปลี่ยนอาชีพที่เคยเป็นของคนจน มาทำเป็นธุรกิจ จะทำให้เจ้าของใหม่รวย เปลี่ยนเจ้าของเดิมเป็นแรงงาน “ลบอาชีพเก่า สร้างอาชีพใหม่ เปลี่ยนพนักงาน ให้เป็นแรงงาน”
- “เปลี่ยนพนักงานให้เป็นแรงงาน” สิ่งนี้น่าสนุกสำหรับเจ้าของกิจการ เพราะพนักงานหัวหมอ ค่าจ้างแพง แถมต้องดูแลสวัสดิการ ดังนั้น ถ้าเขาเปลี่ยนคนเหล่านี้เป็นแรงงานรายวัน ก็เข้าข่ายสบาย ...ไม่แปลกที่อาชีพ ฟรีแลนซ์ มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ห้ามป่วย ห้ามรักหมอ ...ก็ไม่มีสวัสดิการ เจ้าโรงพยาบาลก็ซวยดิ)
ข้อเสนอของผม คือ
1.“อย่ายึดติดกับปริญญาที่เรียนมา” ...อันนี้ประสบการณ์ตรงของผมเลย ...ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นวิศวะเหมือนพ่อ แต่สอบไม่ติด ดันติดบริหารธุรกิจ ก็เลือกเรียนการตลาดเพราะง่ายดี แต่เรียนจบพบว่างานไม่มี ซวยละ ...วันนี้ผมทำงานที่ปรึกษาการเงิน มีอาชีพเสริมเป็น นักเขียน ...อีกอาชีพเสริมเป็นอาจารย์
-- “อย่ายึดติดปริญญา ให้ยืดหยุ่น แล้วค่อยๆ พัฒนาอาชีพที่เราชอบเอง ...อาชีพต้องเป็นสิ่งที่เราชอบแล้วหาเงินได้ ...ไม่ใช่ทำในสิ่งที่หาเงินได้แต่ไม่ชอบเหมือนอาชีพที่กำลังจะหายไปในปัจจุบัน”
2.“อาชีพที่ไม่มีอนาคตในยุคต่อไป” คือ อาชีพที่เราต้องทนทำเพียงให้ได้เงิน ...อาชีพเหล่านั้นจะถูกแทนด้วยอาชีพที่ทำแล้วชอบแถมได้เงินด้วย ...ใช่!! สรุปว่าจริงๆ มันไม่ได้ขึ้นกับคำว่า อาชีพไหน แต่ขึ้นกับตัวเราต่างหาก -- “หากเราชอบ ทำแล้วได้เงิน มันจะกลายเป็น Passion และสิ่งนั้นแหละที่เราควรยึดเป็นอีกอาชีพของเรา แล้วพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”
3.“ยุคนี้เราต้องดูแลตัวเอง” ...ยุคอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ทำงานให้บริษัท จ่ายภาษีเยอะๆ ให้รัฐบาล แล้วพอแก่ ก็ให้บริษัทกับรัฐบาลช่วยกันเลี้ยง อันนี้เรียก ระบบสวัสดิการสังคม ...แต่อนาคต สวัสดิการสังคมจะไม่มีแล้ว เพราะมันจะเจ๊งทั่วโลก (ระบบนี้ดี เมื่อคนหนุ่มเกิดเยอะ ทำงานเลี้ยงคนแก่ แต่วันนี้ทั้งโลก คนเกิดน้อย คนแก่เยอะ ...ระบบมันก็อยู่ไม่ได้ จบ) -- สรุปคือ ยุคนี้ต้องดูแลตัวเอง ...ผมเสนอเรื่อง ออมในหุ้น
ผมเอง ออมในหุ้น ทำงานได้เงินมา แทนที่วางเฉยๆ ในธนาคาร ให้มันลดมูลค่า ผมเปลี่ยนมาซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ในเวลาหุ้นเขาถูก จากนั้นไม่ขาย รับปันผลทุกปีรับชั่วชีวิต “บริษัทยักษ์ใหญ่ทำเงิน เพื่อเลี้ยงเราชั่วชีวิต” -- วิธีนี้มั่นคงและได้เงินมากกว่า สวัสดิการสังคม มั่นคงกว่าอาชีพ มั่นคงกว่าวางเงินในธนาคาร
มั่นคงกว่า ...เพราะผมไม่แข่งกับธุรกิจยักษ์ใหญ่ ผมซื้อหุ้นเขา แล้วเป็นเจ้าของยักษ์ใหญ่ไปเลย!! (แข่งให้เมื่อย เป็นเจ้าของไปเลยดิ)
“ชีวิตฉัน อย่าหวังให้ใครดูแล ...ให้สร้างระบบการดูแลตัวเอง พึ่งตัวเอง”
ลองพิจารณา 3 ข้อนี้ ...ผมเชื่อว่า คุณจะหมดห่วงเรื่อง อาชีพ หมดห่วงอนาคต เพราะเราพร้อมเสมอ!!
“คนพร้อม ชีวิตชิลครับ จัดไป”







