posttoday
เล็งอสังหาฯในสหรัฐ

เล็งอสังหาฯในสหรัฐ

18 พฤษภาคม 2559

บลจ.ซีไอเอ็มบี ศึกษารูปแบบตั้งกองทุนใหม่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ เสิร์ฟลูกค้ารายใหญ่ ชูผลตอบแทนกว่า 5%

บลจ.ซีไอเอ็มบี ศึกษารูปแบบตั้งกองทุนใหม่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ เสิร์ฟลูกค้ารายใหญ่ ชูผลตอบแทนกว่า 5%

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการออกกองทุนรวมเพื่อไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐผ่านกองทุนหลักของพรินซิเพิล บริษัทแม่ในสหรัฐ ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนในสหรัฐค่อนข้างมาก แม้จะต้องรอคิวลงทุนนานถึง 6 เดือน โดยให้ผลตอบแทนประมาณ 5%

“รูปแบบของกองทุนหลักจะคล้ายกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรา แต่ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดยังมีโครงสร้างที่แตกต่าง โดยกองทุนจะนำเงินที่ได้จากนักลงทุนไปลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์และได้รับค่าเช่ามาจ่ายเป็นปันผลให้ผู้ลงทุน ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่ชอบ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน เพราะได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตร” นายวิน กล่าว

ปัจจุบันการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะเสียภาษีค่อนข้างสูงประมาณ 1 ใน 3 ของกำไรที่ได้ ทำให้กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะส่งมอบผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนได้ไม่มาก ในขณะที่กองทุนหลักของบริษัทแม่ซึ่งออกแบบมานั้นจะเสียภาษีน้อยกว่า จึงให้ผลตอบแทนผู้ลงทุนได้ดี

นอกจากนี้กองทุนหลักไม่ได้เปิดให้ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันเหมือนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในไทย แต่จะเปิดให้ขายหน่วยลงทุนประมาณไตรมาสละครั้ง จึงเหมาะกับลูกค้าสถาบันและลูกค้าที่มีเงินลงทุนได้ในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องมาศึกษาดูว่าจะออกแบบอย่างไรให้เหมาะกับลูกค้าในไทย

นายวิน กล่าวว่า ปัจจุบันผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ จึงต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงและหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ

“ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้หาผลิตภัณฑ์กองทุนรวมใหม่ เป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนแล้ว 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล ซิลเวอร์ เอจ กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ และกองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล สตราทีจิค อินคัม ซึ่งปิดขายครั้งแรกวันที่ 18 พ.ค.นี้ เป็นกองทุนผสม ลงทุนในตราสารหนี้ 50% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ รีท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 50% ทั้งในและต่างประเทศ” นายวิน กล่าว

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีนี้ไม่น่าจะขึ้นได้เกิน 1,500 จุด สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 14 เท่า โดยคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตไม่ได้มาก เนื่องจากกลุ่มพลังงานยังไม่ค่อยดี ในขณะที่ภาพรวม 4 เดือนแรก หุ้นไทยปรับตัวขึ้นสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น หากภาคการเงินของจีนมีปัญหา เอกชนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ อาจทำให้นักลงทุนกังวลและเทขายหุ้นทั่วเอเชียและไทยซึ่งปรับตัวขึ้นไปมาก

นายวิน กล่าวว่า กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจยังคงเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ท่องเที่ยวและโรงพยาบาล โดยกลุ่มที่เป็นตัวดึงดัชนีในปีนี้ คือ กลุ่มพลังงาน คาดว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะขึ้นเกิน 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งที่ผ่านมาน้ำมันปรับตัวขึ้นจากการเก็งกำไรจึงห่วงว่าราคาจะขึ้นได้ไม่ไกล ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ การเติบโตของสินเชื่อยังต่ำ ส่วนต่างดอกเบี้ยลดลงอาจฉุดกำไรในปีนี้

ด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปีนี้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร