posttoday
ดันไทยลดการใช้กระดาษ หันใช้อี-ซิกเนเจอร์ลดเสี่ยง

ดันไทยลดการใช้กระดาษ หันใช้อี-ซิกเนเจอร์ลดเสี่ยง

11 พฤษภาคม 2559

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ประเทศไทยมีการใช้งานอี-ซิกเนเจอร์ (E-Signature) หรือการเซ็นเอกสารผ่านไฟล์แบบออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2554 ภายใต้ พ.ร.บ.ของอี-ทรานแซกชั่น แต่กลับยังไม่ค่อยบูมเท่าที่ควร จากปัญหาเทคโนโลยีที่ยังไม่เอื้ออำนวยอย่างเต็มที่ และภาคธุรกิจก็ยังนิยมใช้งานกระดาษมากกว่า

จันทรา สินนาทัมบาย หัวหน้าแผนกโซลูชั่น Document Cloud ของอะโดบี ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นยุคโมบายเฟิสต์ การเข้าใช้งานซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่จะเข้าใช้งานผ่านมือถือและแท็บเล็ตเพื่อให้สะดวกสบายต่อการทำงาน ไอดีซีได้คาดการณ์ไว้ว่ามีภาคธุรกิจกว่า 50% พร้อมที่จะเปลี่ยนการทำงานแบบเดิมมาเป็นดิจิทัลให้มากขึ้น

“ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมยังคงรับส่งข้อมูลผ่านกระดาษมากกว่า 80% ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อมูล ซึ่ง 55% ของการเซ็นเอกสารด้วยกระดาษแบบเดิมต้องเสียรายได้จากข้อมูลที่สูญหายและยังมีอีกกว่า 76% ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการพิมพ์ซ้ำซ้อน กลายเป็นต้นทุนให้องค์กรธุรกิจโดยไม่จำเป็น”

อย่างไรก็ตาม การใช้งานลายเซ็นดิจิทัลดังกล่าวจะมีการขยายตัวเร็วขึ้น หากภาครัฐนำมาใช้งานอย่างจริงจังและกระจายการใช้งานไปยังต่างจังหวัดไม่กระจุกตัวแต่ในกรุงเทพฯ เพราะฟีเจอร์ต่างๆ จะช่วยแก้ไขดัดแปลงฟอร์มการทำงานให้ง่ายและสะดวก ทั้งยังรวมกระดาษ วิดีโอ และข้อความเข้าด้วยกันได้ ส่งเสริมให้ทำงานได้ถูกต้องและรวดเร็วมากขึ้น

“ในต่างประเทศ อย่างเช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และเกาหลี มีการใช้งานด้านดิจิทัลซิกเนเจอร์อย่างถูกกฎหมายแล้ว แต่ในไทยยังต้องมองหากลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่เหมาะสมกับการนำไปปรับใช้งาน อีกทั้งต้องมีกฎหมายควบคุมและตรวจสอบ อย่างเช่น หน่วยงานกลางเข้ามาดูแล แต่ถ้าเป็นอี-ซิกเนเจอร์ จะเป็นรูปแบบของการใช้งานภายในองค์กรมากกว่า ซึ่งจะมีการเข้ารหัส ระบุการเข้าถึงของข้อมูลซึ่งสามารถตรวจสอบภายในกันได้”

ทั้งนี้ ไอดีซียังคาดการณ์ด้วยว่าในปี 2560 องค์กรกว่า 50% จะเปลี่ยนแปลงมาเป็นการเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลและใช้งานคลาวด์มากขึ้น เป็นการสร้างโอกาสเชิงธุรกิจให้มีการเปลี่ยนแปลงและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงอย่างมาก

“อะโดบีเป็นพาร์ตเนอร์กับทางไมโครซอฟท์ทั้งด้านการเข้าใช้งานไฟล์พีดีเอฟผ่านฟีเจอร์ไมโครซอฟต์ออฟฟิศ แชร์พอยต์และล่าสุดได้เพิ่มการเข้าใช้งานวันไดรฟ์ผ่านอุปกรณ์ประเภทใดก็ได้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น ทั้งยังแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลผ่านบ็อกซ์และเก็บไว้บนคลาวด์ได้ด้วย”

อะโดบีมั่นใจว่าหลังมีการปรับปรุงฟีเจอร์ให้รองรับการทำงานในยุคโมบายเฟิสต์และแอพพลิเคชั่นมากขึ้น ภาคธุรกิจองค์กรน่าจะมีการใช้งานเยอะที่สุด เพราะสะดวกแก่องค์กรที่มีงานจัดซื้อจัดจ้าง แผนกบุคคลที่คัดกรองบุคลากร ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับทุกภาคอุตสาหกรรม

“สถานะของอะโดบี คือ สนับสนุนและโปรโมทให้เกิดการใช้งานอี-ซิกเนเจอร์มากกว่า เพราะเชื่อว่าองค์กรธุรกิจไม่ได้ต้องการระบบความปลอดภัยที่สูงมาก แค่ช่วยเรื่องการตัดสินใจให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็วขึ้นภายใน รวมทั้งช่วยเรื่องการสร้างโอกาสทางการแข่งขันและเสริมรายได้ใหม่ รวมทั้งลดต้นทุนภายในองค์กรได้”

ปัจจุบันอะโดบีมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่หลายแห่งทั่วโลก สำหรับการเก็บข้อมูลให้ลูกค้าสองส่วน คือ ลูกค้าเลือกได้เองว่าจะให้อะโดบีจัดเก็บข้อมูลการทำงานในแผนกต่างๆ หรือไม่ และข้อมูลที่อะโดบีเก็บให้ทั้งหมดแต่จะไม่มีการเปิดเผยหรือลบทิ้ง อีกทั้งกลางปีนี้มีแผนจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ในเอเชียแปซิฟิก เพื่อช่วยรองรับการเข้าใช้งานของลูกค้าในประเทศต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร