
ไทยพาณิชย์ดันเอสเอ็มอีเกิด
ไทยพาณิชย์เชื่อมโยงสายงานรายใหญ่-รายย่อยหนุนเอสเอ็มอี ดันสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีติด 1 ใน 3
ไทยพาณิชย์เชื่อมโยงสายงานรายใหญ่-รายย่อยหนุนเอสเอ็มอี ดันสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีติด 1 ใน 3
นายวิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารใช้กลยุทธ์ “Leverage the Bank” ด้วยการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสายงานลูกค้ารายใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และลูกค้ารายย่อย เพื่อให้เครือข่ายและการบริการทุกด้านของธนาคารสามารถช่วยเหลือและดูแลลูกค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับการสนับสนุนลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารจะให้ความสำคัญตั้งแต่โครงการของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะหากปล่อยสินเชื่อสนับสนุนลูกค้ารายใหญ่ 1 ราย จะช่วยให้ลูกค้าเอสเอ็มอีหลายรายมีกิจกรรมทางธุรกิจเพิ่มขึ้นตลอดห่วงโซ่ ซึ่งทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันยังทำให้แรงงานหรือผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ สายงานลูกค้ารายย่อยที่มีเครือข่ายสาขาเกือบ 1,200 สาขาทั่วประเทศ มีแผนจะปรับปรุงการทำงาน ให้เจ้าหน้าที่เน้นให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอีอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากปัจจุบันการทำธุรกรรมทั่วไปผ่านเคาน์เตอร์สาขาเริ่มมีบทบาทน้อยลง หลังจากผู้บริโภคเริ่มหันไปทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแบงก์กิ้งมากขึ้น ซึ่งได้นำร่องปรับปรุงในบางสาขาแล้ว
“สายงานเอสเอ็มอีกำลังทำโปรเจกต์ร่วมกันกับสายงานลูกค้ารายย่อย ในการวางระบบส่งต่อลูกค้ามาเป็นเอสเอ็มอี และจัดทำระบบวิเคราะห์สินเชื่อให้ลูกค้าที่สาขา เพราะแผนในระยะต่อไปเราต้องการให้เกิดสาขาเพื่อเอสเอ็มอี เป็นการปรับตัวรองรับอนาคตที่ดิจิทัลแบงก์กิ้งและอี-เพย์เมนต์จะมีบทบาทมากขึ้น” นายวิพล กล่าว
ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการปรับยอดสินเชื่อรวมของธนาคารให้สมดุล เพิ่มสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีขึ้นเป็น 1 ใน 3 จากปัจจุบันยอดสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารมีอยู่ราว 3.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 20% ของยอดสินเชื่อรวม ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยค่อนข้างมีศักยภาพสูง จึงต้องใช้ศักยภาพที่มีสนับสนุนการเติบโตของเอสเอ็มอี
นายวิพล กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระบบคัดกรองความเสี่ยงใหม่ของลูกค้าเอสเอ็มอี ให้เป็นระบบที่ดูแลความเสี่ยงของลูกค้าตั้งแต่ก่อนเป็นลูกค้าจนกระทั่งสามารถเห็นสัญญาณความผิดปกติของลูกค้าในอนาคต เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาสินเชื่อให้สั้นลง ลดการพิจารณาข้อมูลที่ไม่จำเป็น ให้ระบบวิเคราะห์รายละเอียดสำคัญ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เสียเวลาเพราะการตัดสินใจของคน
“บางครั้งเราใช้เวลาเยอะไปกับดุลพินิจของคน จึงต้องใช้ระบบเข้ามาช่วย ซึ่งแนวทางการทำระบบหลักๆ ต้องดูทั้งระบบ คือ ลูกค้าเข้าเร็ว รู้ตัวเร็ว และออกเร็ว หรือชะลอการรุกเมื่อเห็นปัญหาข้างหน้า” นายวิพล กล่าว







