posttoday
บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

18 เมษายน 2559

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

กว่า 8 เดือนแล้วกับการทำหน้าที่ รมว.พลังงาน ของ “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ท่ามกลางประเด็นร้อนๆ ต้องผลักดันไปสู่เป้าหมาย “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์ พล.อ.อนันตพร ถึงการทำงานที่ผ่านมาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อนันตพร เกริ่นนำว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานมีหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาได้ยึดหลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในการขับเคลื่อนผ่านแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 ประกอบไปด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

“ความมั่นคงด้านพลังงาน คือ การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอสำหรับประชาชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และท่องเที่ยว ส่วนความมั่งคั่ง คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การดูแลราคาพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และค่าไฟฟ้า ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต ในขณะที่ความยั่งยืน หมายถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน และใช้พลังงานที่มีการปล่อยมลพิษในระดับเหมาะสม รวมทั้งการรักษาสมดุลระหว่างการมีไฟฟ้าใช้กับสิ่งแวดล้อม” พล.อ.อนันตพร กล่าว

พล.อ.อนันตพร บอกว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานไม่ได้มีอำนาจเหมือนตอนตั้งขึ้นมาใหม่ๆ เพราะได้แยกการบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านการจัดวางนโยบาย กระทรวงพลังงานจะเป็น
ผู้ดูแล และด้านการกำกับดูแลจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้น กระทรวงจึงมีหน้าที่เพียงการติดตามงานของเรกูเลเตอร์ ซึ่งมีทั้งสอบถามและให้ความเห็น แต่ไม่เคยเข้าไปแทรกแซง

“การทำงานของผมไม่ได้ชี้โน่นชี้นี่อะไรได้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มีเรกูเลเตอร์ดูแล มีหลายคนชอบต่อว่า รมว.พลังงาน ใช้ดุลพินิจ ใช้อำนาจ ผมมาอยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ มีแต่ประชุมเสร็จก็เอามาให้ผมเซ็นประกาศ เว้นแต่บางเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยก็ให้ไปแก้แล้วนำกลับมาเสนอใหม่ ซึ่งผมมีเหตุผลที่ทักท้วงเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ถ้าเขายังยืนยันก็ต้องมาว่ากันด้วยเหตุด้วยผล มาคุยกัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

เมื่อถามว่าการทำงานที่ผ่านมา 8 เดือน มีความหนักใจและยังเป็นข้อกังวลอยู่ พล.อ.อนันตพร ตอบว่า มีอยู่สองเรื่อง คือ กฎหมายปิโตรเลียม และการสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี โดยเฉพาะในประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะทั้งสองเรื่องยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“ผมชอบทำงานตามแผนที่วางไว้ ช้านิดหน่อยไม่เป็นไร เหมือนมีเคพีไอเป็นของตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าความล่าช้าของนโยบายพลังงานบางครั้งก็มาจากปัจจัยภายนอก”

พล.อ.อนันตพร อธิบายว่า ในเรื่องการร่างกฎหมายปิโตรเลียมและการบริหารสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุก็ถือว่าเดินตามกรอบที่วางไว้ โดยร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขณะนี้ใกล้จบรอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. สาระสำคัญได้เพิ่มแนวทางการบริหารแหล่งปิโตรเลียมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายไว้ใจการทำกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาก็คุยกันมาแล้วหลายรอบ โดยคาดว่าร่างกฎหมายจะเข้า สนช.ได้ประมาณเดือน มิ.ย.นี้

“หากทุกอย่างจบหมดแล้ว ก็สามารถประกาศเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ และมั่นใจว่าจะประกาศได้ภายในปีนี้แน่นอน ส่วนจะมีผู้สนใจมากน้อยแค่ไหนนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้แนวทางใด และจะมีแปลงไหนให้สำรวจบ้าง”

ขณะที่ประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งอยู่ในแผนพีดีพีนั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ กำหนดจะสร้าง 2 แห่งแรก คือ โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพาจ.สงขลา แม้ว่าจะยังมีกระแสการต่อต้านอยู่ แต่ก็ต้องเดินหน้าตามแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้มองในภาพรวมเชิงตัวเลข เพราะโรงไฟฟ้าทั่วโลกมีทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“ถ้าถามผมว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินดีมั้ย หากเป็นสมัยก่อนไม่ดี แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ทั้งจากญี่ปุ่น หรือเยอรมัน ผมไม่ได้บอกดีหรือไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่า ค่าไฟฟ้าไทยเฉลี่ย 3 บาท/หน่วย ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ โซลาร์เซลล์ พลังงานลม ก็ได้ แต่หลักการบริหารเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต้องเฉลี่ยความเสี่ยงให้มีความหลากหลายของเชื้อเพลิง จริงๆ แล้วอยากให้มีโรงไฟฟ้าทุกภาคเพื่อใช้ให้เพียงพอ อย่างภาคใต้ ปัจจุบันต้องดึงไฟฟ้าภาคกลางลงไปเสริม 600-700 เมกะวัตต์ ถ้าไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ แล้วจะให้สร้างที่ไหนบอกมาเลย ไปตกลงกันทั้งภาคบอกมาเลย และที่ต้องสร้างที่กระบี่เพราะมีโรงไฟฟ้าเก่า ลงทุนไม่มาก และใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ส่วนจะถึงขั้นใช้มาตรา44 เข้าไปกำกับหรือไม่นั้น คงไม่ถึงขั้นนั้น แค่ใช้ความจริงใจ ใช้ความบริสุทธิ์ใจ การอธิบาย ถ้าคนในพื้นที่เข้าใจก็จบแล้ว” พล.อ.อนันตพร ย้ำ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่