
สตาร์ทอัพไทย อยู่ในยุคทองจริงหรือ?
ในระยะหลังนี้ต้องยอมรับเลยว่าได้ยินแต่คำว่า “สตาร์ทอัพ” ทั่วทุกหนแห่ง ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เร็วๆ นี้ก็จะมีงาน “สตาร์ทอัพไทยแลนด์” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับความรู้ และเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ วันนี้เราจะลองมาถกมุมมองกันดูครับว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคทองจริงหรือ? และอะไรคือประเด็นที่น่าสนใจบ้าง
ในระยะหลังนี้ต้องยอมรับเลยว่าได้ยินแต่คำว่า “สตาร์ทอัพ” ทั่วทุกหนแห่ง ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เร็วๆ นี้ก็จะมีงาน “สตาร์ทอัพไทยแลนด์” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับความรู้ และเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ วันนี้เราจะลองมาถกมุมมองกันดูครับว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคทองจริงหรือ? และอะไรคือประเด็นที่น่าสนใจบ้าง
ชยนนท์ : คำถามแรกขอสั้นๆ ครับคุณเจท “สตาร์ทอัพ” นี่มันต่างจากบริษัททั่วไปยังไง
เจษฎา : จากที่ผมศึกษามา นิยาม “สตาร์ทอัพ” คือบริษัทเกิดใหม่ที่พยายามสร้างผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด (Scalable) ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะมีนวัตกรรม และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้างธุรกิจ และบ่อยครั้งที่สตาร์ทอัพจะมีการระดมเงินทุนจาก VC หรือ Venture Capitalists เพื่อใช้ในการเติบโตธุรกิจ คุณแบงค์มองยังไงครับกับกระแสความบูมของสตาร์ทอัพในประเทศไทยช่วงนี้
ชยนนท์ : ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจนะครับ ที่คนไทยตื่นตัวกันเรื่องนี้มากขึ้น ผมรู้สึกได้เลยว่าเป็นช่วงที่เราตื่นตัวกับคำว่า “นวัตกรรม” และคำว่า “เทคโนโลยี” กันอย่างจริงจังซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้วสำหรับประเทศไทย เพราะจุดแข็งของประเทศไม่ใช่เรื่องค่าแรงถูกอีกต่อไปแล้ว เพราะเราดันไปขึ้นค่าแรงจนแพงกว่าหลายๆ ประเทศในช่วงก่อนหน้านี้ ดังนั้นประเทศไทยจะกลับมาเติบโตได้ก็ต้องมี Value Added หรือผลิตภัณฑ์/บริการที่มีมูลค่าเพิ่ม เคยสังเกตมั้ยครับก่อนนี้การใช้ชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าจะรถยนต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นของต่างประเทศ แต่วันนี้ผมเริ่มรู้สึกมีความหวังมากขึ้นนะ ผมเริ่มเห็นธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมที่เริ่มเป็นฝีมือคนไทยมากขึ้น คุณเจทเห็นด้วยมั้ยครับ
เจษฎา : ผมเห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะมุมมองของคนทำงานที่เริ่มเปลี่ยนไป ผมเห็นคนรอบๆ ตัว รวมไปถึงน้องๆ ที่เรียนจบใหม่ เริ่มมีค่านิยมที่จะเป็นผู้ประกอบการกันมากขึ้น ความใฝ่ฝันของนักศึกษาที่หวังจะเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ มีการงานที่มั่นคงก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความใฝ่ฝันที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตามก็มีประเด็นที่ผมเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน ผมขอเริ่มด้วยการยกตัวอย่างกรณีของต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาที่มีหลายบริษัทดาวรุ่งแต่กลับมีราคาหุ้นที่ตกต่ำอย่างมากภายหลังจากหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น Twitter, Groupon อันเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่สามารถสร้างความนิยม หรือไม่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งผมอยากให้บ้านเราดูประเด็นนี้ไว้เป็นบทเรียนด้วยครับ
ชยนนท์ : จริงครับคุณเจท สุดท้ายแล้วสตาร์ทอัพก็คือการประกอบการบริษัท ที่ต้องมีเป้าหมายในการสร้างรายได้ สร้างกำไร สร้างความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ การหาเงินทุนจาก VC ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่สุดท้ายถ้าหากผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราไม่มีผู้ใช้ ไม่มีรายได้ จะระดมทุนจากนักลงทุนได้แค่ไหนสุดท้ายบริษัทก็ไปไม่รอดอยู่ดี มูลค่ากิจการที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่สุดท้ายก็อาจเป็นแค่เงินกระดาษในที่สุด
เจษฎา : การมุ่งเน้นที่จะสร้างชื่อเสียง เน้นการเข้าร่วมการแข่งขันสตาร์ทอัพต่างๆ เน้นการมี Follower ใน Facebook เยอะๆ ไปไหนก็มีคนรู้จัก ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องระวังว่าจะกลายเป็นภาพลวงตา เพราะในระยะยาวสตาร์ทอัพจะสำเร็จได้ต้องทำให้ธุรกิจให้มีรายได้ ให้คุ้มทุน ให้มีกำไร และให้กำไรเติบโตอย่างยั่งยืน ถึงเวลานั้นไม่ต้องห่วง นักลงทุนจะมาหาคุณเอง ผมเชื่อครับว่า ณ จุดนี้เรากำลังอยู่ในยุคทองของสตาร์ทอัพที่สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเติบโตเป็นอย่างยิ่ง แต่ในยุคทองนี้เองก็ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะรุ่งเรืองไปซะทั้งหมด สุดท้ายแต่ละบริษัทที่เป็นของจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอด
ทั้งหมดก็เป็นมุมมองของเราสองคนต่อกระแสสตาร์ทอัพในเมืองไทย และเราเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีบริษัทของคนไทยที่มีนวัตกรรม มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกหลายๆ บริษัทให้คนไทยได้ภูมิใจกันครับ







