
Stress Test เครื่องมือบริหารความเสี่ยงสุดโต่ง
....รส.ดร.เอกชัย นิตยา
ระยะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งหุ้นไทยเราด้วยค่อนข้างดี แม้ดัชนีตลาดหุ้นจะไม่ทะยานขึ้นอย่างหวือหวา แต่ก็ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ เนื่องจากผลของ Stress Test ที่ทดสอบความสามารถในการ
“รับมือ” วิกฤตร้ายแรงของสถาบันการเงินในยุโรปที่ออกมาดีกว่าที่คาด โดยมีสถาบันการเงินเพียง 7 แห่ง (5 แห่งในสเปน 1 แห่งในกรีซและในเยอรมนี) ที่ต้องเพิ่มทุนเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในกรณีที่มีความผันผวนและสถานการณ์ความไม่เชื่อมั่นที่อาจเกิดขึ้นStress Test เป็นเครื่องมือจับสัญญาณความเสี่ยงของวิกฤตที่
“สุดโต่ง” (ส่วน Value at Risk เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง “ในกรอบ” ความเชื่อมั่น เช่น 95%) และยากที่จะคาดการณ์ได้ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตการเงินในเอเชียหรือ
“วิกฤตต้มยำกุ้ง”ในปี 2540 และวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ หรือ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ในปี 2551 ที่มีผลต่อเนื่องมาถึงวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปหรือ “วิกฤตหมูห้าตัว” ในต้นปีนี้การก่อตัวของวิกฤตการณ์ดังกล่าวค่อนข้างยากที่จะควบคุมและอยู่
“นอกกรอบ” ความคาดหมาย เช่น มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 5% (หรือใน 100 ปี มีเพียง 5 ปีที่จะเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน) แต่เกิดขึ้นทีไรก็ทำความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างดังนั้น เราจะสามารถบริหารความเสี่ยงอย่างไร เพื่อป้องกันภัยพิบัติทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น
เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่งที่นิยมใช้คือ
“Stress Test” ที่ให้ความสนใจกับความเสียหายจากกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งแม้ความเป็นไปได้จะต่ำมาก แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริงๆ สถาบันการเงินที่เข้ารับการทดสอบจะมีทุนสำรองหรือมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรับความเสียหายได้หรือไม่เหมือนกับการทดสอบการทำงานของหัวใจโดยการวิ่งสายพาน ว่าหัวใจจะสามารถรับไหวหรือไม่เมื่อร่างกายต้องทำงานหนักและหัวใจต้องสูบฉีดโลหิตมากขึ้น
เมื่อต้นปี 2552 ธนาคารกลางสหรัฐก็ได้ทำ Stress Test เพื่อทดสอบว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐสามารถรับความเสียหายได้แค่ไหนในกรณีที่มีการด้อยค่าของสินทรัพย์และการผิดนัดชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับที่ได้ทดสอบกับสถาบันการเงินในยุโรปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นการทดสอบฐานะความเข้มแข็งของสถาบันการเงินว่าสามารถรับความเสียหายได้หรือไม่ ซึ่งถ้าสถาบันการเงินใดไม่ผ่านการทดสอบก็ต้องเพิ่มทุนสร้างความแข็งแกร่งให้กับเงินกองทุน ซึ่งต้องดำรงไว้รองรับสินทรัพย์เสี่ยง และเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินในกรณีที่มีวิกฤตเกิดขึ้น
Stress Test จึงเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่ใช้ทดสอบเสถียรภาพและความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะเสี่ยง หรือในบรรยากาศที่อาจเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง
เครื่องมือบริหารความเสี่ยงชนิดนี้ยังมีประโยชน์ในการป้องกันความเสียหายจากความเสี่ยงของเหตุการณ์ไม่คาดคิด จากสถานการณ์ผันผวนและความรุนแรงทางการเมือง ตลอดจนความปั่นป่วนของระบบเศรษฐกิจ
เช่น การเปลี่ยนรัฐบาลซึ่งจะมีผลต่อนโยบายทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร สงครามการเมือง การรุกรานของต่างชาติและอื่นๆ มาตรการทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น มาตรการลดค่าเงิน การควบคุมเงินทุน ภาษี และดอกเบี้ยเป็นต้น
สำหรับประเทศไทยก็ควรมีการทำ Stress Test อย่างสม่ำเสมอ แม้หลายฝ่ายคาดว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก แต่ทางที่ดีก็ควรป้องกันไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดขึ้นมาจริงจะล่มจมกันทั้งประเทศ







