
แห่ทำกำไร'กองหุ้นไทย'
นักลงทุนฉวยทำกำไรหุ้นพุ่งไตรมาสแรก พบกองทุนหุ้นขนาดใหญ่เงินไหลออก 8,426 ล้านบาท สูงสุดรอบกว่า 3 ปี
นักลงทุนฉวยทำกำไรหุ้นพุ่งไตรมาสแรก พบกองทุนหุ้นขนาดใหญ่เงินไหลออก 8,426 ล้านบาท สูงสุดรอบกว่า 3 ปี
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุนประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2559 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.3% สูงเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง จึงเห็นนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนหุ้นไทยขายทำกำไรมีเงินไหลออกสุทธิ 4,710 ล้านบาท มากสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรก ปี 2555 เป็นต้นมา
“เงินลงทุนที่ไหลออกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large-Cap) คิดเป็นเม็ดเงิน 8,426 ล้านบาท โดยเฉพาะกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ทำผลตอบแทนดีมากอยู่อันดับบนๆ ของกลุ่มอยู่ที่ 12-15% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นขนาดใหญ่อยู่ที่ 6.96% ส่วนกองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กผลตอบแทนเฉลี่ย 3.47%” นายกิตติคุณ กล่าว
ทั้งนี้ กองทุนหุ้นไทย ไม่นับรวมกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) มีมูลค่าสินทรัพย์ในไตรมาสแรก ปี 2559 อยู่ที่ 1.69 แสนล้านบาท เติบโต 6.74% จากสิ้นปี 2558 อานิสงส์จากตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นหนุนผลตอบแทนกองทุนเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เติบโตจากเงินลงทุนใหม่
สำหรับกลุ่มหลักทรัพย์ที่ผลักดันให้กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ทำผลตอบแทนได้ดี จากพอร์ตลงทุนของกองทุน ณ สิ้นปี 2558 อันดับแรกถือหุ้นกลุ่มธนาคารสูงสุด 24% อันดับสอง กลุ่มพลังงาน 21% อันดับสาม กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 11% อันดับสี่ กลุ่มสื่อสาร 8.09% และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 8.02%
ขณะที่พอร์ตการลงทุนของกองทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก ลงทุนในกลุ่มหุ้นธนาคารสูงสุด 15.65% อันดับสอง กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 14.44% อันดับสาม กลุ่มสื่อสาร 11% อันดับสี่ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 9.44% และอันดับห้า กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 9.40%
“จากพอร์ตการลงทุนพบกองทุนหุ้นขนาดใหญ่มีสัดส่วนถือหุ้น 97.85% และถือเงินสดเล็กน้อย พอตลาดหุ้นพลิกตัวขึ้นมาจึงสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเฉพาะกองทุนดัชนีเพราะต้องลงทุน 100% ตามดัชนีอ้างอิง ต่างจากกองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กถือหุ้นประมาณ 87%” นายกิตตคุณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของการกระจายลงทุน พบว่า กองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมีการลงทุนกระจายกลุ่มมากกว่ากองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่ลงทุนกระจุกตัวใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงานและวัสดุก่อสร้าง คิดเป็นสัดส่วน 56% ของพอร์ตรวม
ด้านแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่ากองทุนหุ้นไทยยังได้รับความนิยมจากนักลงทุน จากนโยบายโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทยอยออกมา ส่งผลดีต่อหุ้นขนาดใหญ่ จึงมองโอกาสที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะชนะหุ้นใหญ่ได้ยาก จาก 3 ปีที่ผ่านมาชนะมาตลอด
“ความผันผวนของตลาดการลงทุนเป็นเรื่องปกติสำหรับโลกการลงทุน นักลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน และอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าปกติ คือ โอกาสที่สินทรัพย์ประเภทเดิมจะเป็นผู้ชนะทำผลตอบแทนเป็นที่หนึ่งติดต่อกันหลายๆ ปีนั้นเป็นเรื่องยาก” นายกิตติคุณ กล่าว







