คาดสงกรานต์59 เงินสะพัด 1.24แสนล้านสูงสุดรอบ 10ปี
ม.หอการค้าไทยคาดสงกรานต์ปีนี้เงินสะพัด 1.24 แสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 10 ปี เหตุจากวันหยุดยาว-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
ม.หอการค้าไทยคาดสงกรานต์ปีนี้เงินสะพัด 1.24 แสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 10 ปี เหตุจากวันหยุดยาว-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่าของผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ปี 2559 คาดว่า สงกรานต์ปีนี้จะมีเม็ดเงินสะพัด 1.24 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.51% ที่มีเม็ดเงินอยู่ที่ 1.19 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินที่มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ทำการสำรวจมา และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการขยายตัวแค่ 2.36%
นอกจากนี้ ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาก่อนหน้านี้ รวมถึงมาตรการช้อปช่วยชาติในการลดหย่อนภาษีช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ เมื่อคำนวณจากจำนวนผู้ยื่นภาษีทั้งหมดในปี 2557 จำนวน 10.11 ล้านคน คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมจากมาตรการภาษีของรัฐประมาณ 1.5-2.5 หมื่นล้านบาท โดยที่ภาครัฐจะเสียรายได้จากการลดหน่อนภาษีให้ 3,500-4,500 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ธุรกิจและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จำนวนเม็ดเงินที่คาดว่าจะสะพัดในช่วงสงกรานต์ปีนี้ที่ออกมาสูงที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ใช้โอกาสนี้ในการเดินทางทั้งท่องเที่ยว ทำบุญ กลับบ้านและสังสรรค์เพื่อคลายเครียดจากความกังวลสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐทั้งของเก่าอย่าง เงินกองทุนหมู่บ้าน และมาตรการใหม่ที่ออกมาด้วยการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์นั้น ก็เป็นอานิสงส์หนึ่งที่กระตุ้นให้ประชาชนกล้าตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลดังกล่าว โดยคาดว่า มูลค่าการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น 1.2.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะสามารถกระตุกเศรษฐกิจโดยรวมให้ขยับเพิ่มขึ้นมาได้อย่างน้อย 0.05% ของจีดีพีประเทศ
"บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้น่าจะคึกคักที่สุดในรอบ 3ปี แต่โดยภาพรวมประชาชนก็ยังมีการระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่ เนื่องจากส่วนใหญ่มองว่า ราคาสินค้ามีการปรับตัวแพงขึ้น อีกทั้งปัจจัยเชิงลบจากปัญหาภัยแล้งก็เป็นตัวฉุด ซึ่งหากปีนี้ไม่มีปัญหาภัยแล้ง เชื่อว่าอัตราการขยายตัวของเม็ดเงินการใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ปีนี้น่าจะขยายตัวได้ถึง 5-7%"นายธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,226 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 28 มี.ค.-2 เม.ย.2559 พบว่า ส่วนใหญ่ 40.12% มีแผนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้น มีวันหยุดยาว รายได้เพิ่มขึ้นและสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ทั้งนี้จำนวนชิ้นที่ซื้อ 27% ตอบว่า ลดลง ขณะที่ 55.2% ไม่เปลี่ยนแปลง และมีเพียง 17.8% ที่ตอบว่าเพิ่มขึ้น
สำหรับการวางแผนเดินทางในช่วงสงกรานต์ปีนี้ 65.2% มีการวางแผนไปเที่ยว โดยเป็นการเที่ยวในประเทศ 90.6% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 4,601.19 บาท/คน และอีก 9.4% มีแผนไปเที่ยวต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5.76 หมื่นบาท/คน โดยประเทศที่จะไปกันได้แก่ เกาหลี จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป เมียนมาและลาว
ขณะที่แผนการใช้จ่ายนอกจากการท่องเที่ยวแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่จะใช้กับการทำบุญเฉลี่ยคนละ 2,614.05 บาท รองลงมาคือ การไปรดน้ำผู้ใหญ่ ไปเล่นน้ำสงกรานต์ การซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภค การจัดเลี้ยงสังสรรค์และการไหว้พระ ไหว้เจ้า โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 26% ที่มองว่าบรรยากาศสงกรานต์ปีนี้จะสนุกสนานน้อยกว่าปีก่อน เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จนอาจถึงขั้นต้องเสียเงินซื้อน้ำเพื่อเล่นน้ำสงกรานต์
อย่างไรก็ดี ที่มาของเงินที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่า มีการนำเงินออมออกมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยมีสัดส่วนถึง 34.4% รวมถึงมีการนำเงินโบนัสหรือรายได้พิเศษออกมาใช้ถุง 20% เงินกู้ 9.2% เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล (กองทุนหมู่บ้าน) 2.4% ขณะที่เงินเดือนหรือรายได้ปกติมีสัดส่วนอยู่ที่ 34% เท่านั้น โดยที่นักการเมืองที่ประชาชนอยากไปรดน้ำดำหัวมากที่สุดคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองลงมาคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัยและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้านนักแสดงนำชายที่อยากไปเล่นน้ำด้วยคือ ณเดชน์ คูกิมิยะ หมาก ปริญ บอย ปกรณ์ นักแสดงนำหญิงคือ ญาญ่า อุรัสยา พลอย เฌอมาลย์ และอั้ม พัชราภา







