
ความเสี่ยงมีอยู่รอบตัว
ทุกวันนี้เราจะพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็น “อันตราย” ต่อสุขภาพและชีวิตทรัพย์สินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถชนกัน เครื่องบินตก เรือล่ม อัคคีภัย โรงงานระเบิด ไฟป่า ไฟไหม้บนคอนโดสูง เรายังคงต้องผจญกับอันตรายจากการจราจร อันตรายจากการทำงานในโรงงาน อันตรายจากการอุปโภคบริโภค ฯลฯ
ทุกวันนี้เราจะพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็น “อันตราย” ต่อสุขภาพและชีวิตทรัพย์สินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถชนกัน เครื่องบินตก เรือล่ม อัคคีภัย โรงงานระเบิด ไฟป่า ไฟไหม้บนคอนโดสูง เรายังคงต้องผจญกับอันตรายจากการจราจร อันตรายจากการทำงานในโรงงาน อันตรายจากการอุปโภคบริโภค ฯลฯ
หลายครั้งผมอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเรามีทางเลือกบ้างหรือไม่ หรือต้องยอมรับกับ “อันตราย” ต่างๆ เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยจนเราได้รับผลร้ายที่ไม่คาดคิดไว้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และเราจะคุ้มค่ากับการชดเชยที่ได้หรือไม่
ผลการวิจัยส่วนหนึ่งยืนยันว่าอุบัติเหตุอันตรายร้ายแรงนับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยน้อยมาก ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าความไม่ปลอดภัยทั้งหลายทั้งปวงรอบตัวเรานี้ พวกเราคิดกันหรือไม่ว่าเป็นปัญหา หรือเป็นเรื่องที่เราจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขให้ดีขึ้น
หลายคนถึงกับพูดว่านี่เป็นเพราะนิสัยของคนไทยที่ไม่ค่อยจะมีปฏิกิริยาต่อปัญหา “ความ (ไม่) ปลอดภัย” เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของเคราะห์กรรม จนเหมือนเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ พวกเราจะตื่นเต้นแบบไฟไหม้ฟาง แต่สักพักก็ลืมและทำกันแบบ “วัวหายล้อมคอก” ตลอดมา
ในวันนี้ ความ (ไม่) ปลอดภัยจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สมควรจะต้อง “สร้างกระแส” ขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจังระดับชาติ และกำหนดเป็นนโยบายสังคมหรือนโยบายสาธารณะที่มีผลทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
โดยหลักการแล้ว “ความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกๆ คน” ดังเช่นกรณีเราขับรถ ถ้าเราขับอย่างระมัดระวังและเคารพกฎจราจร แต่ถ้าผู้อื่นขับรถอย่างประมาท เราก็มีโอกาสถูกชนจนประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บพิการได้ ทุกคนจึงต้องขับรถอย่างปลอดภัยเท่านั้น
ดังนั้น การที่จะให้ทุกคนมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยที่ถูกต้อง และมีความรับผิดชอบในความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นได้นั้น จึงหนีไม่พ้นเรื่องการให้การศึกษาด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เลย เพื่อให้เกิดเป็นนิสัยติดตัว จนเป็น “วัฒนธรรมแห่งความปลอดภัย” ของคนในชาติ
นอกจากระบบการศึกษาแล้ว เรายังจะต้องยึดหลักของ “การป้องกันล่วงหน้า” ด้วย อะไรที่เราป้องกันเหตุร้ายได้ เราจะต้องป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุอันตรายเกิดขึ้นด้วยวิธีการทั้งทางวิศวกรรมศาสตร์และการบริหารจัดการ
เรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้น “หลักการ 3E” ของการป้องกันอุบัติเหตุ คือ การใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์เพื่อการออกแบบ (Engineering) การให้การศึกษาอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกที่รับผิดชอบ (Education) การออกกฎข้อบังคับและโทษเพื่อให้ปฏิบัติตาม (Enforcement) และทุกวันนี้การป้องกันอุบัติเหตุจึงควรจะเป็น “หลักการ 4E” คือ เพิ่มเรื่องจริยธรรม (Ethics) ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
สังคมไทยจึงควรจะให้ความสำคัญกับ “ความ (ไม่) ปลอดภัย” ต่างๆ อย่างจริงจัง โดยจะต้องสนใจและเรียนรู้ถึงอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวด้วยวิญญาณของ “นักป้องกัน” ไม่ให้เกิด
อย่าปล่อยให้อุบัติเหตุและความเสี่ยงต่างๆ รอบตัวเรากลายเป็น “ปัญหาซ้ำซาก” ที่คุ้นชินกันจนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องร่วมด้วยช่วยกันในเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติ ทั้งภาครัฐและเราทุกคน ครับผม!







