
รัฐเล็งเก็บภาษีเพิ่ม "เครื่องดื่มผสมน้ำตาลสูง"
ครม.สั่ง สศช.หาทางรีดภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลสูง ด้านสรรพสามิตพร้อมเก็บทันทีหากมีโทษกับสุขภาพ
ครม.สั่ง สศช.หาทางรีดภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลสูง ด้านสรรพสามิตพร้อมเก็บทันทีหากมีโทษกับสุขภาพ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมของคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ให้รับข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในเรื่องระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ โดยเฉพาะแนวทางการเพิ่มภาษีผลิตภัณฑ์ที่เป็นภัยต่อสุขภาพไปพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องมีการปฏิรูป แต่ปัจจุบันการผลักดันเรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลังเคยเสนอแผนปฏิรูปภาษีให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาแล้ว ซึ่งการเก็บภาษีเครื่องดื่มก็เป็นหนึ่งในแผนปฏิรูป โดยมีทั้งการเสนอจัดเก็บภาษีชาเขียว กาแฟกระป๋อง ที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนและน้ำตาล น้ำผลไม้กระป๋อง
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็ได้หารือกับ สธ.มาโดยตลอด กรณีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากน้ำตาลสูง แต่ก่อนจะจัดเก็บภาษีคงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการบริโภคน้ำตาลเป็นโทษ หากพิจารณาแล้วการบริโภคน้ำตาลเป็นโทษจริง ก็สามารถหยิบผลการศึกษามาเสนอให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจใช้มาตรการภาษีผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้ทันที
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยต่อไปว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยังได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตจัดทำแผนการเก็บภาษีใน 5 ปีข้างหน้าให้แล้วเสร็จใน 2 เดือน เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาและเห็นชอบโดยมีเป้าจัดเก็บ 8 แสนล้านบาท จากปัจจุบันปีงบประมาณ 2559 ที่มีเป้าหมายเก็บรายได้ 4.9 แสนล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพสามิตมีความยืดหยุ่นในการจัดเก็บรายได้สูง ทั้งการเก็บภาษีบาป ภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาษีเพื่อดูแลสังคมรวมทั้งสินค้าบางประเภทเป็นพิษกับสุขภาพ โดยเฉพาะกรณีของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ที่ได้ศึกษาเตรียมพร้อมไว้แล้ว และหากมีข้อมูลยืนยันทางการแพทย์ที่แน่ชัดว่าเป็นพิษกับสุขภาพจริง ก็จะเสนอรัฐบาลเก็บภาษีดังกล่าวทันที
อย่างไรก็ตามข้อเสนอของ สธ. ที่สศช. รับไปพิจารณานั้นนอกจากการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพแล้ว ยังมีเรื่องระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ โดยเสนอว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาว่า สธ.จะมีบทบาทหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลสุขภาพหรือเป็นผู้ให้บริการ และควรบูรณาการข้อมูลสารสนเทศประกันสุขภาพ และการเบิกจ่ายงบประมาณเข้ากับระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร พร้อมกับจัดตั้งหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพ แต่ไม่ควรรวมกองทุน
ขณะที่การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขยังต้องกำหนดกรอบให้ชัดเจนก่อนแก้ไขกฎหมาย ควรเพิ่มจำนวนแพทย์ และควรคำนึงถึงการย้ายถิ่นฐานของผู้ประกันตนด้วย ส่วนการปฏิรูประบบการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสาธารณสุขระดับจังหวัด ชุมชน และท้องถิ่น โดยต้องกำหนดทิศทางและเป้าหมายการทำงานร่วมกัน และควรให้ความสำคัญกับการประเมินผลอีกด้วย
ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ







