
28 มี.ค.วันนัดพบ ‘ฟินเทค’ ในวงการโบรกเกอร์
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
กระแส “ฟินเทค” กำลังมาแรง แต่ในภาคอุตสาหกรรมตลาดทุน แท้จริงคืออะไร และมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อย่างไร “ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มาไขความกระจ่าง
สมาคมพร้อมเป็นสื่อกลางให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าฟินเทคเพื่อตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรมคืออะไร จึงร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน “นวัตกรรมในธุรกิจหลักทรัพย์” ขึ้นมาในวันที่ 28 มี.ค. 2559 ที่อาคารใหม่ ตลท. เพื่อเปิดโอกาสให้ บล.บอกเล่า หรือโชว์เคสของตัวเองว่ามีนวัตกรรมฟินเทคอะไรใหม่ออกมาบ้าง ให้เห็นกันเป็นรูปธรรมว่าจะสามารถช่วยนักลงทุนเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างไร พร้อมมีเวทีสัมมนาต่างๆ โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงเวลา 20.00 น.
“ภัทธีรา” บอกว่า ฟินเทคเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังมองหาไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ที่ผ่านมาแต่ละยุคเวลาที่จะพัฒนาก็จะนำเรื่องเทคโนโลยี (ไอที) เข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งในภาคการเงินอาจนำเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payments)
สำหรับอุตสาหกรรม บล. เริ่มฟินเทคจากการพัฒนาเป็นรูปแบบแอพพลิเคชั่นเรื่องการลงทุนต่างๆ สองคือรูปแบบในการพัฒนาเป็นรูปแบบการให้คำแนะนำเรื่องการลงทุน ซึ่ง บล.แต่ละแห่งจะมีการพัฒนาในลักษณะการให้คำแนะนำในการลงทุน ซึ่งอาจจะเห็นจากที่แบงก์มีการไปลงทุนฟินเทคในการหาพาร์ตเนอร์มาช่วยในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น หรือซื้อแอพพลิเคชั่น พัฒนาในแบบของตัวเอง และสามคือ เป็นสิ่งที่หลายบริษัทต่างทำอยู่แล้วโดยที่ไม่รู้ว่ามันคือฟินเทค เพราะต่างพัฒนาระบบรองรับของตัวเองมาตลอด 2-3 ปี สร้างความแตกต่างหรือฉีกแนวให้แตกต่างออกจากคู่แข่ง เพื่อหาจุดขายให้กับบริษัทของตัวเอง เช่น บล.บัวหลวง มีการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อช่วยในการซื้อขาย หรืออย่างที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มี BrainBox ที่เป็นเครื่องช่วยสำหรับนักลงทุนในระยะยาว และต่อยอดด้วย “หุ้นต่ำสิบ เทคนิคร้อน” (Penny Stock) ที่เหมาะสมกับการลงทุนซื้อขายระยะสั้นที่เร็วขึ้นและเป็นรูปแบบเชิงเทคนิค หรืออย่างที่เกิดในกลุ่มสตาร์ทอัพของสต๊อกเรดาร์ ทั้งหมดนี้เป็นนวัตกรรมที่ บล.ต่างพัฒนาตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว
“ตลาดทุนไม่ต้องกังวลว่าจะตามเรื่องฟินเทคไม่ทัน เพราะนั่นคือสิ่งที่ บล.ได้พัฒนากันมาต่อเนื่อง และสิ่งที่จะเกิดหลังจากนี้ คือ ความร่วมมือกันระหว่าง บล.กับฟินเทค หรือสตาร์ทอัพที่ทำฟินเทค แต่ละคนจะอยู่คนเดียวไม่ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์กับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานผู้ลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น สุดท้ายจะช่วยให้อุตสาหกรรมเติบโตมากขึ้น”
เมื่อก่อนปัญหาหนึ่งทำให้การขยายนักลงทุนหรืออุตสาหกรรมโตช้า เพราะไปโฟกัสกับผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนอยู่แล้ว ต่างไม่ได้เจาะกลุ่มแมสเพราะไม่มีช่องทางที่จะเข้าไปขยายตรงนั้นได้ ประกอบกับตอนนี้เป็นจังหวะเดียวกับที่นักลงทุนตื่นตัวเรื่องการลงทุนมากขึ้น แต่ข้อจำกัดหนึ่งการที่ระบบการชำระเงินแบบ Any ID ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและบริการ e-Payment ของไทยยังไม่เกิดขึ้น
ตอนนี้ฟินเทคจะเป็นการพัฒนาที่เกี่ยวกับระบบปฏิบัติหน้าบ้าน (ฟรอนต์ออฟฟิศ) เช่น รองรับการซื้อขาย หรือการให้คำแนะนำ ที่จะช่วยในการตัดสินใจข้อมูล อนาคตจะมีการต่อยอดไปยังระบบงานหลังบ้าน (แบ็กออฟฟิศ) เช่น การชำระราคา ทั้งหมดเพื่อไปสู่เป้าหมายใหญ่ คือ การนำไปสู่ระบบดิจิทัล
สำหรับผู้ให้คำแนะนำการลงทุนอนาคตก็ต้องไปดูทางด้านเวลท์มากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครมาแทนใครได้ การมีระบบที่ช่วยนักลงทุนได้มากขึ้นก็เป็นทางเลือกมากขึ้น ส่วนตัวก็เชื่อว่าตลาดจะเติบโต ใครที่จะเลือกรองรับหรือกินเค้กแบบเดิมๆ เพราะเขามีความถนัดก็เรื่องของเขา แต่ต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาคนและไม่ปิดกั้น
“ภัทธีรา” มองว่า ฟินเทคจะเป็นเครื่องคัดกรองช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนได้ เพราะปัจจุบันนักลงทุนรายบุคคลมีการซื้อขายออนไลน์มากกว่า 50% ในการกรองหุ้นที่มีอยู่หลายร้อยตัว ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้นักวิเคราะห์มีการคัดเลือกหุ้นมากขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มนักลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบคุณค่า (วีไอ) มากขึ้น
เช่นเดียวกัน ยังเป็นการช่วยให้มีการคัดเลือกซื้อหน่วยลงทุน ซึ่งตอนนี้ทาง ตลท.ที่เป็นตัวกลางถึงกับจะทำแพลตฟอร์มโปรแกรมการซื้อหน่วยลงทุนออกมาในครึ่งปีหลังนี้ บล.และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ก็มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยรวมส่งผลให้ตลาดกองทุนรวมมีการเติบโต
มองไปถึงอนาคตเชื่อว่าจะสามารถดูรายละเอียดของพอร์ต สามารถการคำนวณอัตราผลตอบแทนที่ควรจะได้ ซึ่ง บล.และ บลจ.ก็จะมีกระบวนการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งนั่นยังรวมถึงการจัดพอร์ตการลงทุนแบบของตัวเอง จนกระทั่งเลือกกลยุทธ์ในแบบของแต่ละคนที่สามารถกระจายความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตลาด
“ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะทำให้อุตสาหกรรมมีการตื่นตัวทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และ บล. ฟินเทคไม่ใช่เรื่องใหม่ของ บล. เพราะเป็นเรื่องของผู้ใช้ (USER) ที่แต่ละคนจะมีไอเดียไปพัฒนาต่อของใครของมัน สร้างสเกลคิดกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างหรือในรูปแบบของตัวเองได้อย่างไรในการจูงใจให้กับนักลงทุน เมื่อมีจำนวนมากนักลงทุนก็ต้องอ่านฉลากว่าจะเลือกลงทุนแบบไหน จากที่เมื่อก่อนจะอ่านจากบทวิจัย เมื่อเทรนด์นี้เกิดขึ้นทั่วโลกก็ล้อไปกับไลฟ์สไตล์ของคน การพัฒนาแอพพลิเคชั่นช่วยให้ บล.มีการบริการแบบครบวงจร และตอนนี้ บล.มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้เรียบร้อย ทำให้ไม่ต้องมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะรู้สึกดีต่อการลงทุน”
ฟินเทคในตลาดทุนเราถือว่ามีการพัฒนาที่ดีโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน จะน้อยกว่ากลุ่มเอเชียอย่างเกาหลีกับญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องดีที่ทำให้ บล.ต่างพัฒนาในทิศทางของตัวเองให้เหมาะสม โดยไม่มาแข่งขันกันลดค่าคอมมิชชั่น
ขณะที่ผู้กำกับดูแลในกรณีฟินเทคก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการลงทุนต้องมีเรื่องสอบใบอนุญาต ซึ่งทุกสังคมต้องเดินตามกติกาและมารยาท
ดังนั้น ทุกคนในวงการตลาดทุนมีหน้าที่ในการพัฒนาและคิดเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทุกอุตสาหกรรมต้องเจอ เพราะนักลงทุนมีทางเลือกหรือช่องทางการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น บล.ก็ไม่ควรที่จะอยู่นิ่ง แต่ต้องสามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์







