posttoday
ข้อควรคิดถ้ามีการปรับโครงสร้างภาษี

ข้อควรคิดถ้ามีการปรับโครงสร้างภาษี

09 มีนาคม 2559

โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่าน ช่วงที่ผ่านมามีข่าวที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เงินเดือน ก็คือ การขยายเวลาการใช้อัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาแบบ 7 ขั้น ต่อไปอีก 1 ปีภาษี คือ ปีภาษี 2559 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ธ.ค. 2559 ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่ใช้คำนวณสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 2560

และอีกเรื่องหนึ่งคือข่าวที่ถูกพูดถึงกันมากทีเดียว คือ กรมสรรพากรเตรียมสรุปโครงสร้างใหม่ภาษีเพื่อนำเสนอ ครม.ในกลางเดือนนี้ โดยจะทำให้ผู้ที่มีเงินได้ 2.5 หมื่นบาท หรือ 3 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี เพราะปรับค่าลดหย่อนส่วนตัวจากเดิม 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท หรือ 1.2 แสนบาท และอาจมีการขยายช่วงรายได้ เพื่อลดภาระภาษีของผู้มีเงินได้ โดยที่ไม่ต้องปรับลดอัตราภาษี ซึ่งปัจจุบันอัตราต่ำสุดอยู่ที่ 5% สูงสุดอยู่ที่ 35% เช่น ปัจจุบันช่วงเงินได้ 150,001 บาท จนถึง 3 แสนบาท มีอัตราภาษีที่ 5% ช่วงเงินได้ในการเสียภาษี อาจขยายเพดาน จาก 3 แสนบาท ไปเป็น 1 ล้านบาท ส่วนคนที่เคยเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 35% ซึ่งในปัจจุบันต้องมีรายได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไปนั้น อาจมาเริ่มต้นเสียสูงสุดเมื่อมีรายได้สูงขึ้น เช่น อาจเป็นรายได้ที่มากกว่า 6-7 ล้านบาท การขยายช่วงเงินได้ในการเสียภาษีนี้ จะทำให้คนที่มีเงินได้ในทุกระดับช่วงของรายได้ ได้รับประโยชน์ทั้งหมด

การปรับโครงสร้างภาษี มองในแง่ของผู้เสียภาษี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ภาระภาษีจะลดน้อยลงกว่าเดิม แต่แล้วมันมีผลดีอย่างไรในเมื่อถ้ารัฐได้รับรายได้ที่น้อยลง ความจริงอย่างหนึ่ง คือ การปรับเพื่อให้เกิดความใกล้เคียงกันระหว่างภาษีรายได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งรัฐได้ทำการปรับลดภาษีรายได้นิติบุคคลลงมาเหลือร้อยละ 20 อีกด้านหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเมื่อภาคประชาชนมีรายได้คงเหลือจากการปรับฐานภาษีแล้วก็คาดว่าจะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งเมื่อคิดรวมกันแล้วอาจสามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการปรับฐานภาษีในครั้งนี้

สิ่งที่นักลงทุนต้องมองให้ลึกกว่านั้น คือ เงินส่วนที่ได้กลับมาจากภาระภาษีที่น้อยลง เราควรจะทำอย่างไร เช่น ถ้าเรานำไปจับจ่ายใช้สอยทั้งหมดเราก็ได้ความสุขจากการบริโภคที่มากขึ้น หรือถ้าเรานำไปชำระหนี้เดิมที่เรามีอยู่ ก็จะทำให้ภาระหนี้ของเราน้อยลง แต่ถ้าเราจัดแบ่งไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจ หรือไปลงทุนในพอร์ตเพื่อการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับ ก็คือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นและบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินที่เร็วขึ้น

ดังนั้น รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นกับ Wealth ของเราบางครั้งอาจจะไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป ถ้าไม่สามารถจัดสรรเงินได้อย่างเหมาะสม ในที่สุดแล้ว Wealth ของเราก็อาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับเงินภาษีที่ได้รับคืนจากการลดหย่อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน LTF, RMF หรือประกัน เราเคยคิดหรือไม่ว่าเงินเหล่านั้นมันควรจะใช้บริหาร Wealth ในกระเป๋าของเราอย่างไร บางคนนำไปชำระหนี้บ้าน ผลคือภาระดอกเบี้ยที่ลดน้อยลง บางคนนำไปซื้อกองทุนประหยัดภาษี ผลคือโอกาสสร้างผลตอบแทน และการลดหย่อนภาษีอย่างต่อเนื่อง บางคนนำไปซื้อประกัน ผลคือการออมระยะยาว และสิทธิการลดหย่อนภาษีอย่างต่อเนื่อง บางคนนำไปลงทุนในกองทุนหุ้น หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผลที่ได้รับ ก็คือ โอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า (ความเสี่ยงก็ตามมาเช่นกัน)

ผมเชื่อว่าทางเลือกในการใช้เงินมีอย่างหลากหลาย แต่ละทางก็ได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน ไม่ใช่ในแง่การลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่การที่นักลงทุนฝึกฝนตัวเองให้รู้จักการบริหารเงินอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่นักลงทุนได้รับ ก็คือ วินัยทางการเงินนั่นเองครับ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในการบริหาร Wealth ของตัวเองในอนาคต

ผมเชื่อว่า แท้ที่จริงแล้วรายได้ในปัจจุบันไม่ได้ตัดสินที่ว่าเราจะมีความมั่งคั่งที่เท่ากันในอนาคต แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีเหลือเพื่อนำไปบริหารจัดการให้งอกเงยมากกว่ากันต่างหากครับ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร