posttoday
จุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยน

07 มีนาคม 2559

โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจของประเทศต้องอยู่ที่การผลิต ทั้งการผลิตทางอุตสาหกรรมและการเกษตร ที่ยิ่งผลิตมาก ส่งออกมาก ประเทศจะร่ำรวย อาจจะไม่ใช่อีกต่อไป แม้ว่าในอดีตประเทศที่ร่ำรวยเกิดจากการผลิต เช่น อเมริกาที่เป็นต้นแบบ ตามมาด้วยเยอรมนีและญี่ปุ่น ที่ผลิตสินค้าไล่มาตั้งแต่สินค้าอุตสาหกรรมหนักทั้งรถยนต์ เครื่องจักร จนถึงสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า ส่งออกไปยังทั่วโลก ได้เงินมามหาศาล เศรษฐกิจของชาติก็เติบโตยิ่งใหญ่

แต่ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจตัวเองดี ค่าแรงก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป จึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องย้ายฐานการผลิตจากบ้านไปยังประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่า อเมริกาย้ายฐานไปเม็กซิโกและจีน

ขณะที่เยอรมนีและญี่ปุ่นก็ย้ายไปจีน เกาหลี ไต้หวัน

เวลาผ่านไป ประเทศผู้รับจ้างผลิตก็เรียนรู้เทคโนโลยีที่จะผลิตสินค้าได้เองในทุกกระบวนการ และสร้างแบรนด์เอง เช่น ไต้หวันและเกาหลี เพื่อขายแข่งในตลาดโลกด้วยราคาที่ถูกกว่า จึงขายได้ดีมากจนร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนกันครับ ต่อมาค่าแรงในประเทศก็แพงขึ้น ในที่สุดก็ต้องทำอย่างเดียวกัน คือย้ายฐานการผลิตลงมาที่ประเทศไทย มาเลเซีย ทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตเร็วมากมานับสิบปี จากเงินลงทุนต่างชาติที่ทุ่มลงมาสร้างโรงงาน จ้างคนไทยทำของ ประกอบของ

จากเศรษฐกิจการเกษตรแบบค่อยเป็นค่อยไป เติบโตแบบราบเรียบ คล้ายกับฐานตัว S พอเมื่อได้เงินลงทุนมหาศาล เศรษฐกิจจึงเติบโตพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ดั่งลำตัวของ S เวลาผ่านไปเมื่อค่าแรงเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเจ้าของแบรนด์รับไม่ไหว จึงเริ่มย้ายฐานอีกครั้งไปยังประเทศที่แรงงานถูกกว่า เช่น ซัมซุงย้ายไปเวียดนาม โตโยต้าและผู้ผลิตรถยนต์เริ่มย้ายไปอินโดนีเซีย

ผลกระทบนี้ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลง ชะลอตัวคล้ายกับเป็นปลายตัว S ไปต่อลำบาก หากเราปล่อยไว้อย่างนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะถึงกับหัวปักลงมาก็ได้

ปรากฏการณ์การย้ายฐานการผลิตตามแรงงานราคาถูกเป็นวัฏจักร ทางรอดของประเทศคือการต้องสร้างเทคโนโลยีและสร้างแบรนด์ของตนเอง หลายประเทศทำสำเร็จมาแล้วทั้งเกาหลีและไต้หวัน ที่กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปแล้ว ทั้งที่เคยรับจ้างผลิตเท่านั้น ปัจจุบันเพียงคิด วิจัย ประดิษฐ์ สร้างแบรนด์เท่านั้น งานประกอบให้ไทยทำ

การจะหลุดพ้นวัฏจักรนี้ไปได้ตามไต้หวัน เกาหลีไป ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้าง 1.งานวิจัยและพัฒนาขั้นสูง และ 2.บุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับคุณภาพ

เมื่อประเทศมีงานวิจัยและพัฒนาที่เข้มแข็ง ย่อมส่งผลให้อุตสาหกรรมในประเทศสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ให้ขายได้ราคาสูง คู่แข่งน้อย ทั้งยังดึงดูดให้อุตสาหกรรมไฮเทคต่างประเทศกล้าลงทุนในไทยด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากเพียงแค่จ้างประกอบเท่านั้น เพราะไทยมีความพร้อมรองรับการพัฒนางานวิจัย อีกทั้งช่วยสร้างคนที่ไม่ใช่เพียงมนุษย์ประกอบของ แต่ต้องสร้างมนุษย์นักประดิษฐ์ที่สามารถคิดค้นสิ่งที่เหนือกว่าคนอื่นได้ อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ต่างชาติยังมั่นใจว่าการลงทุนในไทยจะมีบุคลากรในประเทศเป็นทีมงานคุณภาพให้ได้

ดังนั้น การปั้นกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นสูงใหม่ของรัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารการเกษตรขั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มดิจิทัล อีโคโนมี กลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค ปิโตรเคมี เครื่องมือแพทย์ และกลุ่มครีเอทีฟ แอนิเมชั่น จึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากเป็นการประกาศว่าเราจะสู้ทางเศรษฐกิจ ไทยจะดีขึ้นเก่งขึ้น ไทยจะไม่ยอมอยู่อย่างเดิม ทำอย่างเดิม

ยังถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของประเทศไทยที่จะก้าวจากประเทศผู้รับจ้างประกอบของ เป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีความพร้อมรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่