posttoday
ปั้นดัชนีเศรษฐกิจใหม่ ดัน‘จีเอ็นพี’ใช้คู่‘จีดีพี’แทนส่งออก-พรายพลชี้ไร้ประโยช

ปั้นดัชนีเศรษฐกิจใหม่ ดัน‘จีเอ็นพี’ใช้คู่‘จีดีพี’แทนส่งออก-พรายพลชี้ไร้ประโยช

27 กุมภาพันธ์ 2559

กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนแรกของปี 2559 ติดลบ 8.9% ทำสถิติถดถอยมากที่สุดในรอบ 4 ปี 2 เดือน

กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนแรกของปี 2559 ติดลบ 8.9% ทำสถิติถดถอยมากที่สุดในรอบ 4 ปี 2 เดือน ทำให้เริ่มมีความวิตกกังวลว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ ที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายจะขยายตัว 5% ดู
เลือนรางมากขึ้น

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่หน่วยงานต่างๆ ทยอยเปิดเผยออกมาอาจจะสร้างความไม่สบายใจให้กับรัฐบาล ทำให้ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เห็นว่า ปัจจุบันการค้าของโลกเปลี่ยนแปลงไป จากนี้ไปการรายงานตัวเลขส่งออกสินค้าอย่างเดียวจะไม่สะท้อนภาพความมั่งคั่งของประเทศที่ได้จากการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอีกต่อไป จึงต้องปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดรายได้จากการค้าระหว่างประเทศใหม่ และจะต้องทำเป็นแบบ 4 มิติ คือ ตัวเลขการส่งออกสินค้า ตัวเลขการส่งออกภาคบริการ ตัวเลขการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) และตัวเลขการลงทุนของธุรกิจไทยในต่างประเทศ

ฉะนั้น จึงไม่ควรวัดความมั่งคั่งจากจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดที่จีดีพีรวมกับจีเอ็นพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) คือมูลค่าของคนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ และมูลค่าของคนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นภาพความมั่งคั่งของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ทันทีที่แนวคิดของ รมช.พาณิชย์ออกมาก็สร้างความงุนงงให้กับนักเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่เข้าใจว่าการจะนำเอามูลค่าจีดีพีกับจีเอ็นพีรวมกันเพื่ออะไร เพราะนิยามของดัชนีทั้งสองอย่างต่างกัน

พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ไม่สามารถนำเอา “จีดีพี” และ “จีเอ็นพี” รวมกันได้ เพราะนิยามต่างกัน โดย “จีดีพี” นั้น เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เกิดจากผลผลิตที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยไม่แยกสัญชาติว่าผลผลิตมาจากคนไทยหรือต่างชาติ

สำหรับตัวเลข “จีเอ็นพี” เป็นการผลิตที่เกิดจากคนสัญชาติไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะลงทุนในประเทศหรือออกไปลงทุนต่างประเทศ หากมีผลผลิตและรายได้เกิดขึ้นจะนับเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

“ในแง่ตัวเลขของดัชนีทั้งสองตัว ตัวเลขไม่แตกต่างกันมากนัก การเอามารวมกันก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ไม่มีประเทศไหนเอาตัวเลขมารวมกัน ถ้าประเทศไทยทำจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำแบบนี้ แต่จะทำเพื่ออะไร” พรายพล กล่าว

อย่างไรก็ดี สุวิทย์ได้อธิบายแนวคิดว่า ไม่ได้หมายความว่าจะนำจีดีพีมารวมกับจีเอ็นพี เพราะนำมารวมกันไม่ได้ เนื่องจากการวัดจีดีพีจะมีรายได้จากการส่งออกซ่อนอยู่ในนั้น แต่ให้มองเป็นภาพคู่ จะสะท้อนภาพที่ชัดเจนกว่า

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ คือ ตัวชี้วัดรายได้จากการค้าระหว่างประเทศ จากเดิมที่มองแค่ตัวเลขส่งออกสินค้าอย่างเดียว ซึ่งไม่สะท้อนกับบริบททางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ต้องมองเป็น 4 มิติ คือ จากเดิมที่มองเฉพาะตัวเลขการส่งออกสินค้า แต่ในมิติใหม่จะต้องมองทั้งการส่งออกสินค้า การส่งออกบริการ การลงทุนของต่างประเทศในไทย และการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ.ป.ท.) ในการประสานรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาเป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้เป็นตัวชี้วัด

ในแง่ของการจัดเก็บฐานตัวเลขทั้ง 3 รายการใหม่ ซึ่งในรายการของการส่งออกภาคบริการ กระทรวงพาณิชย์จะหารือกับ ธ.ป.ท.เพื่อทำฐานข้อมูล ส่วนตัวเลขนักลงทุนจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยก็มีฐานข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมีฐานข้อมูลจากการที่นักลงทุนต่างชาติมาใช้สิทธิพิเศษทางภาษีอยู่แล้ว

ขณะที่ข้อมูลของเอกชนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศนั้น จะทำความเข้าใจกับบีโอไอและกระทรวงการคลัง ในเรื่องของการผลักดันให้นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศมาใช้สิทธิการขอลดหย่อนภาษีนิติบุคคล กรณีนำเงินรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศเข้ามาและจ่ายภาษีในอัตราพิเศษคือ 15% จากอัตราปกติเฉลี่ยตั้งแต่ 20-30% ตามสัดส่วน ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลที่เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศและนำเงินกลับเข้าประเทศเท่าไร

รวมทั้งรวบรวมข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์ที่เก็บข้อมูลด้านนี้อยู่ และธนาคารพาณิชย์ที่มีสาขาในต่างประเทศ โดยนักลงทุนไทยไปใช้บริการอยู่ เพื่อนำข้อมูลการลงทุนในต่างประเทศมารวบรวมและประมวลผลออกมา

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มองว่า ตอนนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ลดการนำเข้าลง ส่งผลให้หลายประเทศต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากเรื่องส่งออก โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบเปิด เช่น ไทย ประกอบกับไทยมีการไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แล้วค่อยส่งรายได้กลับมา จึงเป็นเหตุผลให้การส่งออกของเราอาจไม่ดีนัก แต่หากมองในภาพรวมของสัดส่วนการส่งออกแล้ว ไทยไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อน

“ดังนั้น หลังจากนี้การวิเคราะห์เศรษฐกิจอาจจะต้องดูรวมไปถึงผลผลิตมวลรวมประชาชาติควบคู่ไปกับตัวเลขจีดีพี” กุลยา กล่าว

อย่างไรก็ดี พรายพล เห็นว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับจีเอ็นพีมากกว่าจีดีพีในโลกนี้ คือประเทศที่มีการออกไปลงทุนต่างประเทศมาก มูลค่าการค้าต่างประเทศสูงมาก เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ เป็นต้น คนไทยเพิ่งเริ่มออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่ก็จะเริ่มออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขจีเอ็นพีไม่สามารถวัดว่าเศรษฐกิจดี เนื่องจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศของคนไทยก็ไปใช้แรงงานในประเทศที่ไปลงทุนสร้างแรงงาน สร้างรายได้และการเติบโตให้กับประเทศนั้น

นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้ได้กำไร มีการส่งกำไรกลับมาในประเทศหรือเอาไปลงทุนต่อ พักเงินไว้ในต่างประเทศ หากเป็นเช่นนั้น คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้านำกำไรกลับมาจ่ายปันผลเงินก็จะยังมีไหลกลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศบ้าง

เมื่อมีความเห็นในทางขัดแย้ง รมช.พาณิชย์ มองว่า ที่มีกระแสไม่เห็นด้วยต่อการทำตัวชี้วัดใหม่นี้ อาจเป็นเพราะมีปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บฐานตัวเลข ซึ่งมีความยากลำบาก แต่หากไทยไม่เริ่มทำก็จะไม่มีตัวเลขที่จะสะท้อนภาพความเป็นจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจ เหมือนตาบอดคลำช้าง ที่มามองตัวเลขส่งออกติดลบอย่างเดียว เพราะสถานการณ์การค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

สุวิทย์ยกตัวอย่างของประเทศสิงคโปร์ว่า มีการเก็บตัวเลขตัวชี้วัดทั้ง 4 ตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำง่ายๆ มีการเก็บตัวเลขส่งออกบริการ ตัวเลขลงทุนในต่างประเทศ และตัวเลขการลงทุนต่างประเทศในสิงคโปร์ ซึ่งจะมีการรวบรวมทุกๆ 3 เดือน เพราะตัวเลขเก็บลำบาก แต่ก็ทำได้ รัฐบาลสิงคโปร์นำมาใช้พัฒนาโครงสร้างและกำหนดนโยบายการค้า การลงทุนได้อย่างถูกจุด

เหตุผลที่ รมช.พาณิชย์ยกขึ้นมาเป็นเหตุเป็นผลในตรรกะที่พอจะเข้าใจได้ แต่พรายพลฝากข้อคิดให้รัฐบาลว่าจะเก็บข้อมูลหรือจะดูข้อมูลคู่กันไปก็ได้ แต่สำหรับประเทศไทยตัวเลขจีดีพียังมีความสำคัญมากกว่า

“การอธิบายเศรษฐกิจต่อประชาชนนั้น ทั่วโลกเขาใช้ตัวเลขจีดีพีกัน เพราะเป็นรายได้ผลผลิตกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ ต่างชาติมาลงทุนในประเทศเราแล้วส่งออกก็ยังจ้างงานคนไทย เรากินใช้ ลงทุนอะไร เศรษฐกิจในประเทศเป็นแบบไหน เราก็เห็นกันเลย จีดีพีสูงเศรษฐกิจก็ดี จีดีพีต่ำเศรษฐกิจก็ชะลอตัว” พรายพล กล่าว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่