
ปั้นแบรนด์‘คลัส’ขึ้นห้าง
เครื่องหนังไทยสร้างแบรนด์
เครื่องหนังไทยสร้างแบรนด์
คลัสขึ้นห้างใจกลางเมือง ชี้ลดภาษีฟุ่มเฟือยเอื้อรายใหญ่
นายสมเกียรติ บงกชพรรณราย ประธานกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องหนังไทย เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้รวมผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยเครื่องหนังไทยเบื้องต้น 11 ราย พัฒนาและผลิตสินค้าเครื่องหนังรายการต่างๆ ภายใต้แบรนด์คลัส (CLUS) เปิดตัวทำตลาดสินค้าแบรนด์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นเดือน ม.ค.ปีนี้ โดยเปิดหน้าร้านในทำเลศูนย์การค้าเดอะแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ย่านประตูน้ำ
สำหรับร้าน CLUS เป็นความร่วมมือภายใต้โครงการนำร่องระหว่างภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย และภาครัฐ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพในการทำตลาดสินค้าเครื่องหนังไทย สำหรับหน้าร้านดังกล่าวใช้งบลงทุนราว 3 ล้านบาท มีพื้นที่ขนาด 60 ตร.ม. จำหน่ายสินค้าเครื่องหนังมากกว่า 100 รายการ
ทั้งนี้ ภายในร้านจะแบ่งหมวดหมู่สินค้าต่างๆ ทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ เข็มขัด รองเท้า ฯลฯ จากสมาชิกกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องหนัง โดยวางตำแหน่งสินค้าระดับกลาง-บน สินค้าเฉลี่ยตั้งแต่ 1,500 บาท 3,000 บาท ไปจนถึง 5,000 บาท เป็นต้น ชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากสินค้าประเภทเดียวกันที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายสินค้าจะเป็นทั้งลูกค้าภายในประเทศและชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งสนใจเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าเครื่องหนังจากไทยในย่านศูนย์การค้ากลางเมือง ซึ่งในช่วงแรกพบว่ากลุ่มกำลังซื้อจาก สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม บังกลาเทศ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ให้ความสนใจสินค้าเป็นอย่างมาก โดยทางกลุ่มจะใช้ระยะเวลาวัดผลราว 1 ปี เพื่อศึกษาตลาด คาดปีแรกมียอดขายรวมกว่า 20 ล้านบาท
“ทางกลุ่มยังเปิดรับสมาชิกผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องหนังไทยรายใหม่ๆ ที่มีความสนใจเข้ามาทำตลาดร่วมกัน ซึ่งในขณะนี้มีเจ้าของธุรกิจเครื่องหนังราว 7-8 รายใหม่ ที่เตรียมนำสินค้าเข้ามาทำตลาดภายใต้แบรนด์คลัสด้วย” นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวคิดเอกชนรายใหญ่เสนอให้หน่วยงานรัฐศึกษาลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยนั้น เห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าของธุรกิจสินค้าคนไทยที่มีแบรนด์และทำตลาดในระดับราคาใกล้เคียงกับสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ที่จะมีการปรับลดราคาลงไปอีกหากมีการลดภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยในปัจจุบันอัตรา 30% ด้วยแนวทางดังกล่าวส่งผลดีต่อธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ที่เป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนขายสินค้าแบรนด์จากต่างประเทศเหล่านั้นมากกว่า
“แนวทางที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นนั้น เห็นว่ายังไม่สอดคล้องเท่าใดนัก จากในปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย หากมีการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย หรืออินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์เนม หรืออื่นๆ ตามราคาที่กำหนดไว้ จะสามารถนำใบเสร็จไปขอรับการคืนเงินส่วนต่าง หรือแท็กซ์ รีฟันด์ ในส่วนของนักท่องเที่ยวได้อยู่แล้ว เช่นเดียวกับในต่างประเทศ จึงมองว่าผู้ประกอบการไทยไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้” นายสมเกียรติ กล่าว







