
ผู้จัดการกองทุนมีไว้ทำไม
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
โดย...ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ในหมู่ชนชั้นที่ติดตามเหตุการณ์ทางการเมือง ดูเหมือนว่ามีสองคำถามที่อยู่ในจิตใจของพวกเขามากที่สุด : “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” และ “ทหารมีไว้ทำไม” บรรณาธิการของผมมักจะเตือนผมอยู่เสมอว่าคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์การลงทุน ไม่ใช่คอลัมน์ทางการเมือง ดังนั้นผมจะปล่อยให้นายกฯ ลุงตู่เป็นคนตอบคำถามดังกล่าวข้างต้น
อย่างไรก็ตาม มีคำถามที่กระตุ้นความคิด และมักจะถูกถามเป็นประจำภายในอุตสาหกรรมการบริหารการลงทุน อยู่สองคำถาม คือ การบริหารอย่างใกล้ชิด (Active Management) เป็นการเพิ่มมูลค่าการลงทุนหรือไม่ และหากคำตอบคือไม่ ผู้จัดการกองทุนมีไว้ทำไม ในการตอบทั้งสองคำถามนี้อย่างถูกต้อง ขอให้ผมได้อธิบายศัพท์แสงต่างๆ ของโลกของการลงทุน เพื่อให้คุณมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน และมูลค่าที่พวกเขาจะเพิ่มได้ (หรืออาจจะไม่) เมื่อเทียบกับความสามารถของคุณ
ง่ายๆ มีแนวทางการลงทุนอยู่สองวิธี - แบบวางมือ (Passive Management) หรือแบบเข้าบริหารอย่างใกล้ชิด (Active Management) การบริหารอย่างใกล้ชิดก็คือความพยายามที่จะเอาชนะตลาด โดยวัดจากดัชนี (Index) หรือมาตรฐานบางอย่าง (Benchmark) พวกเขาทำโดยลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในดัชนี หรือให้น้ำหนักของพอร์ตการลงทุนกับบริษัทบางตัวที่อยู่ในดัชนีที่พวกเขามองว่ามีโอกาสที่ดีกว่า
การบริหารอย่างวางมือ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การตามดัชนี (Indexing) เป็นแนวทางการบริหารที่เลือกลงทุนในหลักทรัพย์เดียวกัน ในสัดส่วนเดียวกัน เพื่อใช้เป็นดัชนี วิธีการบริหารดังกล่าวถือเป็นการบริหารอย่างวางมือ เพราะผู้จัดการกองทุนจะไม่ตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง พวกเขาเพียงแต่เลียนแบบดัชนี โดยซื้อหลักทรัพย์เดียวกันที่อยู่ในดัชนีหลักทรัพย์หรือพันธบัตรนั้นๆ
ความคิดที่อยู่เบื้องหลังการบริหารอย่างใกล้ชิด คือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่สูงกว่า ซึ่งอาจจะทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดความผิดพลาดในการตามดัชนี และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะมีผลตอบแทนที่น้อยกว่า
ไมเคิล เจนเซน เคยทำการศึกษาแรกๆ เกี่ยวกับผล การดำเนินการของผู้จัดการกองทุนในปี ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) และผลจากการศึกษาดังกล่าว ซึ่งเป็นการศึกษา แรกๆ ก็ปรากฏออกมาว่า ผู้จัดการกองทุนที่บริหาร อย่างใกล้ชิดมักจะมีผลดำเนินการที่ต่ำกว่ามาตรฐานตลาดทั่วไป
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องจำไว้ว่า มีผู้จัดการกองทุนจำนวนหนึ่งที่สามารถมีผลดำเนินการสูงกว่าดัชนี/มาตรฐาน แต่ปัญหาคือ มีจำนวนน้อยมากที่สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า จำนวนกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี/มาตรฐานจะลดลงเมื่อขยายช่วงเวลาการศึกษาไปถึงจุดที่จำนวนที่ไม่มีนัยสำคัญสามารถมีผลตอบแทนที่สูงกว่า
ในการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) นักวิจัยของศูนย์วิจัย Morningstar ค้นพบว่า ระบบทำนายที่ไว้ใจได้มากที่สุดสำหรับผลตอบแทนในอนาคต มักไม่ใช่ผลตอบแทนที่ผ่านมาในอดีต ไม่ใช่ระบบให้ดาวของ Morningstar เอง แต่เป็นค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (Total Expense Ratio) การศึกษาดังกล่าวพบว่า ผลตอบแทนมีความสัมพันธ์มากกับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายของกองทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกค้นพบกับทุกชั้นหลักทรัพย์ และทุกช่วงเวลาที่ทดสอบ
ช่วงเวลา (Investment horizon) ก็อาจจะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง การเลือกบริหารอย่างปล่อยวางก็เพื่อเป็นการบังคับให้มีค่าใช้จ่ายน้อยลง (Low portfolio turnover) และเมื่อกองทุนดัชนีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมให้ต่ำกว่ากองทุนที่ได้รับการบริหารอย่างใกล้ชิด หากคุณสามารถประหยัดได้ร้อยละ 2 ร้อยละ 3 หรือร้อยละ 4 เป็นประจำทุกปี โดยไม่ให้กระทบต่อผลการดำเนินการ อาจนำไปสู่ผลตอบแทนระยะยาวที่สูงมาก
เมื่อลงทุนในระยะยาว ไม่ต้องเสียเวลาของคุณที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คุณไม่สามารถบังคับได้ อาทิ สภาพเศรษฐกิจ ทิศทางของตลาด เหตุการณ์ภูมิศาสตร์การเมือง ฯลฯ แต่อย่างน้อยคุณยังสามารถควบคุมได้สองอย่าง คือ การแบ่งแยกการลงทุน (Portfolio diversification) และค่าธรรมเนียม เพราะฉะนั้นควรซื้อกองทุนดัชนีที่มีการกระจายการลงทุนกันอย่างดี ที่มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และนั่งรอระยะยาว
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไม่นานมานี้ว่า “เมื่อ นักลงทุนที่ไม่ฉลาดรับทราบว่าเขาโง่แค่ไหน และเลือกที่จะลงทุนในกองทุนดัชนี เขากลายเป็นคนที่ฉลาดกว่านักลงทุนที่ฉลาดที่สุด”







