
สมาคมโบรกเกอร์คิดผิด?
จริงๆ แล้ว บทความสัปดาห์นี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องผลตอบแทนจากหุ้นตอนที่ 3 ซึ่งจะพูดถึงกลุ่มสื่อสาร แต่อดรนทนไม่ไหวกับมาตรการในการปฏิบัติงานของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยแบบใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องช่องทางการรับเงินจากลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์
จริงๆ แล้ว บทความสัปดาห์นี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องผลตอบแทนจากหุ้นตอนที่ 3 ซึ่งจะพูดถึงกลุ่มสื่อสาร แต่อดรนทนไม่ไหวกับมาตรการในการปฏิบัติงานของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยแบบใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องช่องทางการรับเงินจากลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์
ซึ่งแต่เดิม เมื่อลูกค้าจะนำเงินฝากเข้าบัญชีของตนเองที่เปิดไว้กับทางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ลูกค้าก็เพียงแต่นำเงินเข้าบัญชีของ บล.ที่ตนเองเป็นลูกค้าอยู่ แล้วแจ้งให้กับมาร์เก็ตติ้งที่ดูแลบัญชีของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วมาร์เก็ตติ้งก็จะแจ้งกับฝ่ายปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องเพื่อเครดิตเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากที่ลูกค้าเปิดบัญชีไว้กับ บล.ดังกล่าว อาจจะมีการให้ลูกค้ายืนยันโดย แฟกซ์สลิป เงินโอนดังกล่าวให้ บล.นั้นๆ หรือส่งผ่านอีเมลเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ลูกค้าโอนมาจริง ซึ่งเราใช้แนวทางปฏิบัติแบบนี้มานานหลายสิบปี
แต่ล่าสุดทางสมาคม บล.ได้มีแนวทางปฏิบัติแบบใหม่กับทุก บล.ให้แจ้งแก่ลูกค้าได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติแบบใหม่สำหรับช่องทางการฝากเงินของลูกค้า เพื่อป้องกันการทุจริตแอบอ้างเป็นเงินของบุคคลอื่น โดยมีเนื้อความดังนี้ “ทางบริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2559 เป็นต้นไป บริษัทจะรับเงินลูกค้าโดยวิธีการหักผ่านบัญชีเงินฝากอัตโนมัติเท่านั้น (Automated Transfer System-ATS) หรือการหักจากบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) ของลูกค้าเท่านั้น ยกเว้นลูกค้าที่เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่กับทางบริษัท และอยู่ระหว่างรอผลการหักบัญชีอัตโนมัติจากธนาคาร จะสามารถชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์ได้โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท (ไม่เกิน 1 เดือน ตามข้อบังคับตลาด)
หมายเหตุ
1) การหักบัญชีเงินฝากธนาคารของลูกค้าดังกล่าวให้แจ้งภายในเวลา 17.00 น. เท่านั้น
2) กรณีที่ลูกค้าไม่ดำเนินการตามวิธีที่กล่าวข้างต้น แต่ใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท ทางบริษัทขอสงวนสิทธิในการดำเนินคืนเงินโอนดังกล่าวให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามประกาศของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย โดยลูกค้าจะได้รับเงินคืนภายในวันทำการถัดไป (T+1) และบริษัทจะไม่รับผิดชอบกรณีที่เกิดความเสียหายจากความล่าช้าในการคืนเงินดังกล่าว”
ผมเห็นว่าแนวทางปฏิบัติการดังกล่าว สมาคม บล.คิดถึงแต่ตัวเองฝ่ายเดียว ผมเข้าใจว่าคงเกิดความผิดพลาดหลายครั้งจนสมาคม บล.ต้องออกแนวทางใหม่ดังกล่าวมา แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร แต่มาแก้ที่ปลายเหตุ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุใหม่ที่จะเกิดความผิดพลาดอีกแบบหนึ่งขึ้นมาได้ โดยคราวนี้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จะเป็นความเสียหายของลูกค้าโดยตรง
ผมยกตัวอย่างดูให้เห็นภาพความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น สมมติว่า บล. A มีลูกค้าอยู่ 3 หมื่นราย มีการทำรายการคำสั่งฝากเงินจากลูกค้าวันละ 10% เท่ากับ 3,000 ราย/วัน 1 ปี
มีประมาณ 240 วันทำการ
นั่นหมายความว่า มีรายการที่เจ้าหน้าที่ของ บล.ที่จะต้องทำการหักบัญชี ATS ปีละ 7.2 หมื่นรายการ ซึ่งนั่นหมายถึง โอกาสที่จะเกิดการผิดพลาดย่อมสูงตามไปด้วย เช่น ลูกค้าสั่งฝากเงิน 1 แสนบาท ซึ่งเงินในบัญชีของลูกค้ามีอยู่ 1 ล้านบาท โดยเงินส่วนที่เหลือในบัญชีของลูกค้าเหลือไว้เพื่อจะใช้ส่วนตัว ซึ่งอาจจะมีการตัดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต และค่าผ่อนดาวน์บ้าน รวมทั้งเงินที่จะโอนไปบัญชีกระแสรายวันสำหรับเช็คที่ลูกค้าตีออกไป ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกันกับที่จะฝากเงินเข้ากับ บล. แต่บังเอิญเจ้าหน้าที่ บล.ส่งคำสั่งตัดเงินผิดไปเป็น 1 ล้านบาท (เลข 0 ต่างกันแค่ตัวเดียว)
กรณีนี้ทำให้เงินในบัญชี ATS มีไม่พอที่จะโอนไปบัญชีกระแสรายวันสำหรับเช็คที่ลูกค้าตีออกไป รวมทั้งรายการบัตรเครดิตและค่าผ่อนดาวน์อสังหาฯ ก็ไม่สามารถตัดบัญชีได้เช็คของลูกค้าเด้ง เสียเครดิตที่เคยมีกับธนาคารและผู้รับเช็ค ซ้ำยังต้องเสียค่าธรรมเนียมเช็คเด้ง ลูกค้าต้องเป็นคนจ่าย ขอถามว่าใครจะรับผิดชอบ
ถึงแม้ บล.จะโอนเงินกลับคืนให้ลูกค้าวันรุ่งขึ้น แต่เช็คก็เด้งไปเสียแล้ว ระบบแบบนี้ไม่รู้คิดขึ้นมาได้อย่างไร ที่ให้อำนาจ บล.มีสิทธิมาหักบัญชีเงินฝากลูกค้าโดยตรง ถ้าเป็นการชำระหนี้ยังโอเค แต่นี่เป็นการฝากเงิน ที่ใช้ๆ กันมีแต่การหักเพื่อชำระหนี้เท่านั้น ไม่ว่าหนี้สินเชื่อต่างๆ ไม่เคยเห็นมีการตัดบัญชีเพื่อฝากเงินเลย คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ







