
แบงก์กำไร1.9แสนล.
ธนาคารพาณิชย์มีกำไรลดลง 6.76% ปีก่อนเพิ่มสำรองตุนไว้ นักวิเคราะห์คาดรอผงกหัว
ธนาคารพาณิชย์มีกำไรลดลง 6.76% ปีก่อนเพิ่มสำรองตุนไว้ นักวิเคราะห์คาดรอผงกหัว
ธนาคารพาณิชย์รวม 11 แห่ง เปิดเผยผลการดำเนินงานในปี 2558 มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1.93 แสนล้านบาท ลดลงจำนวน 14,009 ล้านบาท คิดเป็น 6.76% เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิรวม 207,009 ล้านบาท ในปี 2557 ธนาคารขนาดใหญ่มีกำไรสุทธิลดลง ยกเว้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่มีกำไรสุทธิ 18,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,465 ล้านบาท หรือ 31.51% ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและเล็กมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เช่น ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) และบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) ทั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ยังมีกำไรสุทธิสูงสุด 47,182 ล้านบาท แม้มีภาระตั้งสำรองหนี้สูงมากจากกรณีบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI)
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ในปี 2558 มีกำไรสุทธิ 39,473 ล้านบาท ลดลง 14.47% จากปี 2557 ที่มีกำไรสุทธิ 46,153 ล้านบาท เฉพาะไตรมาส 4/2558 มีกำไรสุทธิ 5,477 ล้านบาท ลดลงถึง 45.87% จากไตรมาส 3/2558 ที่มีกำไรสุทธิ 10,117 ล้านบาท และลดลง 45.04% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2557 ที่มีกำไรสุทธิ 9,967 ล้านบาท
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า กำไรในปี 2558 ที่ลดลง 14.47% เนื่องจากธนาคารตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นจำนวน 12,134 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตั้งสำรองการด้อยค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวน 2,314 ล้านบาท เพื่อให้การบริหารจัดการต้นทุนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว ขณะที่ธนาคารยังคงสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ในเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิอยู่ที่ระดับ 45.19%
อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ และภาษีเงินได้ (อีบิตดา) ในปี 2558 จำนวน 80,859 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,622 ล้านบาท หรือ 4.69% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1,880 ล้านบาท หรือ 2.26% รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 6,979 ล้านบาท หรือ 12.57% เป็นผลมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดเงินและตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับไตรมาส 4/2558 กำไรลดลงจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่วนอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.66% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2558
ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 2.70% เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.24%
“ในปี 2558 ธนาคารได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ระดับ 129.96% ขณะที่สิ้นปี 2557 อยู่ที่ระดับ 141.38% ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 14.53%” นายปรีดี กล่าว
ด้านธนาคารกรุงไทย (KTB) มีกำไรสุทธิ 28,491 ล้านบาท ลดลง 4,700 ล้านบาทหรือประมาณ 14.16% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 ที่มีกำไรสุทธิ 33,191 ล้านบาท โดยมี
อีบิตดา 65,689 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,784 ล้านบาท หรือ9.66% เนื่องจากรายได้หลักยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่มีการตั้งสำรองสูงถึง 2.4 หมื่นล้านบาท เกิดจากการตั้งสำรองพิเศษในไตรมาส 2-4 จำนวน 3,600 ล้านบาท 6,700 ล้านบาท และอีก 5,300 ล้านบาท ตามลำดับ
ด้านการซื้อขายหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้นและลดลงคละกัน นำโดย KBANK บวก 2.50 บาท ปิดที่ 162.50 บาท ส่วน SCB ภาคเช้าบวกแต่กลับปิดลดลง 2 บาท ที่ 115 บาท เช่นเดียวกับธนาคารกรุงเทพ (BBL) ปิดลดลง 1 บาท ที่ 144.50 บาท โดยบทวิเคราะห์หุ้นธนาคารส่วนใหญ่ออกมายังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชียเวลท์ เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ถึงเวลากลับมาฟื้นตัว เชื่อว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว และเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัว โดยได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และกระตุ้นให้มีการลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากภาคเอกชน
“ยังคงแนะนำซื้อหุ้น BBL ให้ราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 188 บาท เพราะมีความชำนาญสินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ จึงประมาณการสินเชื่อโต 5% และกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 3.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% จากปีก่อน







