
ความรับผิดชอบของ SMEs
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี
เพื่อนผมบอกว่า เมื่อ 30 ปีก่อน บ้านเขาเป็นชนบท เป็นทุ่งโล่งลมเย็น แต่วันนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งเต็มไปหมด วันนี้จึงมีปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมมากมายไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย อากาศเสีย ขยะ และมีปัญหาขัดแย้งตามมาด้วย
แต่ผมยืนยันว่า โรงงานเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เกเรและไม่รับผิดชอบ ในขณะที่โรงงานส่วนใหญ่ประกอบกิจการด้วยความรับผิดชอบและปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย
ทุกวันนี้ “การผลิตที่มีความรับผิดชอบ” จึงมีความคัญอย่างยิ่ง เพราะการผลิตที่มีความรับผิดชอบเท่านั้นที่จะทำให้โรงงานอยู่ร่วมกับชุมชนหรือสังคมได้อย่างปกติสุข และเป็นแบบพึ่งพาอาศัยกันจริงๆ
ในเรื่องของการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมนั้น คนทั่วไปมักจะคิดถึงความรับผิดชอบในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (น้ำเสีย อากาศเสีย และขยะ) แต่ในชีวิตของการทำงานจริงนั้น ยังมีปัญหาเรื่อง “อันตรายจากสารเคมี” ที่น่าเป็นห่วงด้วย โดยเฉพาะในกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
สารเคมีอาจเป็นอันตรายต่อทั้งผู้ปฏิบัติงาน และเป็นความเสี่ยงของชุมชนด้วย (หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี) ดังนั้นการผลิตที่มีความรับผิดชอบ จึงเกี่ยวข้องกับวิธีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบในการบริหารจัดการให้เกิดความปลอดภัยจากสารเคมีตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงแนวทางสนับสนุนเพื่อการดูแลผลิตภัณฑ์สารเคมีผ่านการจัดทำแผนความเสี่ยง การบริหารจัดการ และการสื่อสาร
ทุกวันนี้ เอสเอ็มอีกำลังประสบความยากลำบากในการทำธุรกิจ และการดำรงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน คือ ไม่เพียงแต่ต้องหาวิธีลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพในตัวสินค้าและบริการ รวมถึงต้องตามให้ทันกับเงื่อนไขต่างๆ ทางเทคนิคการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับความกดดันที่เกิดจากการแข่งขันด้านราคาขาย และบริบทด้านกฎระเบียบหรือนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ ทั้งประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมตลอดถึงมาตรฐานหรือจรรยาบรรณในการทำธุรกิจด้วย
ความกดดันและความต้องการนี้ไม่ได้มาจากภาครัฐ ราชการเท่านั้น แต่ยังมาจากสถาบันหรือองค์กรภาคเอกชน กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย ซึ่งอยู่ในรูปของการเรียกร้อง การแสดงความคิดเห็น และข้อกังวลต่อสาธารณะ
ความต้องการต่างๆ ได้ผลักดันให้เอสเอ็มอีต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “การผลิตด้วยความรับผิดชอบ” และ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจที่ทำอยู่ ทำให้ต้องมองไกลออกไปจากกิจกรรมที่ทำอยู่ และยังจะต้องพิจารณาถึงการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “ห่วงโซ่แห่งคุณค่า” ทั้งวงจรอีกด้วย ซึ่งยังคงจะต้องอาศัยการสนับสนุนและการบริการจากภาครัฐเป็นหลักในปัจจุบัน
การเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงแนวความคิดและหลักการของ “การผลิตที่มีความรับผิดชอบ” ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบและสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย จึงเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจและการยอมรับ เพื่อจะได้สามารถตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งยังจะช่วยให้เอสเอ็มอีประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน และมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นด้วย
ดังนั้น การส่งเสริม และสนับสนุนกิจการเอสเอ็มอีให้ยืนหยัดได้ ในช่วงก่อร่างสร้างตัวใหม่ (Start Up) จึงต้องคำนึงถึง “ภาระ” ที่เอสเอ็มอีจะต้องแบกรับทั้งที่เห็นเป็นรูปธรรม และไม่เป็นรูปธรรมอย่างครอบคลุมครบวงจรด้วยครับผม!







