
บทบาทสำคัญของเครดิตบูโร ‘สัญญาณเตือนภัย’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ใครที่เป็นหนี้จะต้องรู้จักบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ “เครดิตบูโร” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2548 ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ทำหน้าที่ในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเครดิตของลูกหนี้สินเชื่อทั้งหมดหรือที่เรียกว่าข้อมูลเครดิตบูโร และเปิดใจเผยข้อมูลเครดิตบูโรให้กับสถาบันการเงินภายใต้การยินยอมของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลที่ไปขอสินเชื่อ
โดยสมาชิกของเครดิตบูโรครอบคลุมสถาบันการเงินทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์และไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เช่น บริษัทบัตรเครดิต บริษัทเช่าซื้อ/
ลีสซิ่ง เป็นต้น รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นธนาคารเฉพาะกิจรายสุดท้ายที่กำลังเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในปี 2559 นี้ โดยบัญชีมากถึง 10 ล้านบัญชี
ทั้งนี้ ฐานข้อมูลเครดิตที่มีการจัดเก็บไว้ที่เครดิตบูโร ณ ธ.ค. 2558 แบ่งเป็นฐานข้อมูลระดับบุคคลธรรมดามี 22.92 ล้านลูกหนี้ หรือ 75.49 ล้านบัญชี และฐานข้อมูลระบบเชิงพาณิชย์มี 2.57 แสน
ลูกหนี้นิติบุคคล หรือ 3.56 ล้านบัญชี
เครดิตบูโรจึงเปรียบเสมือนเป็น “ถังข้อมูลที่บ่งบอกพฤติกรรมในเรื่องหนี้” ที่ใหญ่ที่สุดของระบบการเงินไทย หากใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินในระบบ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้กู้หรือผู้ให้กู้ หากต้องการตรวจเช็กข้อมูลเครดิต หรือตรวจเช็กสุขภาพทางการเงินของตัวเอง รวมถึงสถาบันการเงินในฐานะผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ หากต้องการตรวจเช็กอาการของลูกหนี้ เพื่อวิเคราะห์หรือทบทวนสินเชื่อ ก็สามารถขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตเหล่านี้ได้จากเครดิตบูโร
นั่นคือบทบาทของเครดิตบูโรที่คุ้นเคยกันมากว่า 10 ปี แต่ความจริงบทบาทของเครดิตบูโรเป็นมากกว่าถังข้อมูลเครดิต แต่ยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” และ “โครงสร้างพื้นฐาน”
1.สัญญาณเตือนภัย หรือ “Early warning for debt tsunami” ของระบบการเงิน คือ สามารถใช้ข้อมูลวิเคราะห์ระบบการเงิน โดยเฉพาะด้านเครดิตหรือสินเชื่อให้สามารถเห็นทิศทางและอาการของสินเชื่อ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการอ่านสัญญาณเศรษฐกิจของสถาบันต่างๆ เพื่อไปคิดต่อว่าควรต้องออกมาตรการหรือต้องไปทำอะไรในเชิงการบริหารความเสี่ยง
2.เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของระบบการเงิน หรือ “Financial Infrastructure” คือ มีระบบข้อมูลทางการเงินที่ดี (Financial System) และไปเสริมสร้างโครงข่ายความปลอดภัย (Financial Safety Net) ให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดความล่มสลายอย่างที่เกิดมาในอดีต หากระบบทุกส่วนตรงนี้ดีมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าระบบการเงินจะไม่มีปัญหารุนแรงถึงขั้นต้องไปยุ่งกับการค้ำประกันเงินฝาก เพราะปัญหาจะถูกจัดการตั้งแต่ต้นมือ อีกทั้งก่อนที่เหตุการณ์ต่างๆ จะไป
ถึงจุดนั้น ต้องผ่านทีละจุดของเครดิตบูโรและระบบการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่เข้มงวดเป็นอย่างมาก
“ถ้าคุณจะปกป้องเงินฝาก คุณต้องไปปกป้องฝั่งสินเชื่อ โดยต้องให้ข้อมูลสมบูรณ์ ให้เขาคือสถาบันการเงินวิเคราะห์ได้ ให้เขามีโครงสร้างพื้นฐานในทุกด้านที่มีอยู่ เช่น การกำกับดูแล การมีธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ฝั่งคนมาขอกู้ก็ให้ความรู้เรื่องทางการเงิน (Financial Literacy) ให้เขาให้มากพอรวมไปถึงจะมี Financial Safety Net ที่สมบูรณ์เป็นวงจรซึ่งเครดิตบูโรเป็นหนึ่งในกลไกนั้น”







