
รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน รับน้ำมันขาลง
รอบ 1 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงความสบายใจของผู้ขับขี่รถยนต์ ภายหลังทิศทางราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
รอบ 1 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงความสบายใจของผู้ขับขี่รถยนต์ ภายหลังทิศทางราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง เรียกว่าบรรดาโหรพลังงานทั้งหลายต้องพลิกตำราให้กันให้วุ่น เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไต่ระดับลดลงเกินกว่าที่คาดหมายไว้ จากเดิมเคยมองความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบปี 2558 ไว้ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่กลับเห็นการทำลายสถิติน้ำมันต่ำสุดรายวัน ล่าสุดลงมาระดับ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว
ขณะที่มีการประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบในปี 2559 มีการวิเคราะห์กันว่า เลวร้ายสุดอาจได้เห็นราคาน้ำมันร่วงลงมาแตะระดับ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ผลจากปริมาณการผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ แม้จะมีบางคนมองสวนทางว่า โอกาสเกิดเป็นไปได้ยากก็ตาม แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบที่เคยสูงถึง 140 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กลับปรับตัวลดลงอย่างพรวดพราดภายระยะเวลาไม่นานนัก จนเหลือเพียง 30-40 เหรีญสหรัฐ/บาร์เรล
ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกถือเป็นจังหวะดีที่กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่ถูกบิดเบือนจากนโยบายนักการเมืองในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้และสะท้อนต้นทุนจริง
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวไว้ว่า การปรับราคาพลังงานให้เป็นธรรม มีทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและราคาก๊าซ โดยโครงสร้างราคาน้ำมันได้จัดโครงสร้างอัตราภาษี และอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม การปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ที่ต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาหน้าโรงกลั่น ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯมีฐานะดีขึ้นมีเงินสะสมไว้ 4 หมื่นล้านบาท จากที่เคยติดลบ 7,000-8,000 ล้านบาท
ด้านราคาน้ำมันลดลง ทำให้ปริมาณการใช้ขยายตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะดีเซลที่ยืนระดับ 20.09 บาท/ลิตร ซึ่งการบริหารจัดการต้องมองถึงความเป็นไปได้ หากราคาต่ำมากเกินไปก็ไม่ดี
เมื่อสำรวจโครงสร้างราคาน้ำมันที่ได้ปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและเงินกองทุนน้ำมันฯ เมื่อเปรียบเทียบระดับราคาน้ำมัน ตั้งแต่ 12 ก.ย. 2557-15 ธ.ค. 2558 พบว่า น้ำมันเบนซิน 95 ราคาปรับลงมา 30.76% แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงมา 36.24% แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมา 33.82% แก๊สโซฮอล์ อี20 ลดลงมา 36.02% และดีเซลลดลงมา 29.01%
หากเปรียบเทียบการเติมน้ำมันของรถยนต์ความจุถังน้ำมัน 57 ลิตร ที่เติมแก๊สโซฮอล์ 95 จะประหยัดไปได้ 776 บาท ส่วนรถกระบะความจุถังน้ำมน 76 ลิตร ประหยัดไปได้ 682 บาท
ขณะที่รถจักรยานยนต์ ความจุถังน้ำมัน 3.7 ลิตร ประหยัดได้ 42 บาท
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดการใช้น้ำมันในประเทศมีการขยายตัวตามไปด้วย
เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ถูกสิ่งที่เราเห็นคือพฤติกรรมของการใช้พลังงานของไทยที่ขยายตัว 2% แต่การใช้พลังงานด้านเชื้อเพลิงโตมาก น้ำมันเบนซินโตขยายตัว 13% ดีเซลขยายตัว 3.6% สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อราคาน้ำมันลดลงคนไทยขับรถกันมากขึ้น ผู้บริโภคมีความสบายใจที่จะขับรถส่วนตัว
หากมองอีกทางหนึ่งเป็นเรื่องดีเพราะมีอำนาจในการใช้จ่าย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเป็นการใช้พลังงานที่โตมากไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2559 คาดการณ์ขยายตัวจาก 3.1% เป็น 3.6% ในขณะที่ไทยจีดีพีที่คาดว่าจะขยายตัว 3.7% ดังนั้น หากเศรษฐกิจดีขึ้นแนวโน้มการราคาพลังงานโลกก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ปัจจุบันภาคการผลิตน้ำมันและก๊าซยังสูงกว่าความต้องการใช้ โดยปีนี้กำลังการผลิตจะเริ่มชะลอลงจากปัจจัยราคาน้ำมันที่ลดลงมา ส่งผลให้บริษัทน้ำมันต่างชะลอการสำรวจการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม แม้แต่ในสหรัฐที่มีการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานก็เริ่มลดการผลิตลง
ดังนั้น ปริมาณการผลิตน้ำมันในปี 2559 จะเติบโตได้น้อยลง ในขณะที่ความต้องการจะใช้ยังขยายตัวอยู่ ซึ่งในระยะ2-3 ปีข้างหน้าภาพของราคาพลังงาน น้ำมันและก๊าซฯ ไม่น่าจะสูงขึ้นมากเฉลี่ยที่ระดับ 44-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ประเด็นที่เป็นปัญหา คือ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ตกต่ำลงมาเป็นประวัติการณ์ กล่าวคือ ราคาน้ำมันดิบดูไบเหลือแค่ 27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เบรนต์ 33 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และมีแนวโน้มที่จะขยับลงมาต่ำกว่านี้ แต่ค่าการกลั่นน้ำมันภายในประเทศกลับทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตก 6-9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ข้อมูลล่าสุดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นล่าสุด น้ำมันเบนซิน 13.12 บาท/ลิตร และราคาน้ำมันดีเซล 11.38 บาท/ลิตร ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.75 บาท/ลิตร
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจึงเสนอให้ “ยกเลิก” สูตรราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ รวมด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หลังจากนั้นให้แต่ละโรงกลั่นกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นเอง
วิธีนี้จะทำให้ธุรกิจการกลั่นทั้ง 7 แห่ง ที่มีกำไรปีละกว่า 7,000-8,000 ล้านบาท เกิดการแข่งขันที่แท้จริง
กระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างไรต้องติดตาม







