posttoday
รื้อเกณฑ์ ประมูลข้าวเสื่อม

รื้อเกณฑ์ ประมูลข้าวเสื่อม

12 มกราคม 2559

ยังไม่สะเด็ดน้ำสำหรับการเปิดประมูลข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 3.74 หมื่นตัน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติขายให้กับผู้เสนอราคา 2 ราย คือ บริษัท สินไชยศรี ปริมาณ 1.61 หมื่นตัน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า และบริษัท ว.ธนทรัพย์ ปริมาณ 2.12 หมื่นตัน ซึ่งจะนำไปใช้วัตถุดิบผลิตปุ๋ย ในราคาเฉลี่ยตันละ 5,020-5,420 บาท

ยังไม่สะเด็ดน้ำสำหรับการเปิดประมูลข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 3.74 หมื่นตัน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติขายให้กับผู้เสนอราคา 2 ราย คือ บริษัท สินไชยศรี ปริมาณ 1.61 หมื่นตัน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า และบริษัท ว.ธนทรัพย์ ปริมาณ 2.12 หมื่นตัน ซึ่งจะนำไปใช้วัตถุดิบผลิตปุ๋ย ในราคาเฉลี่ยตันละ 5,020-5,420 บาท

เพราะล่าสุด องค์การคลังสินค้า (อคส.) ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญากับเอกชนที่ชนะการประมูลทั้งสองรายยังไม่สามารถเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวได้ตามแผน จากเดิมที่ผู้ชนะการประมูลจะได้เข้ามาเซ็นสัญญานับจากวันที่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการภายใน 15 วัน หรือครบกำหนดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัท สินไชยศรี ไม่ได้เข้ามาทำสัญญาตามที่กำหนด เนื่องจากไม่มีความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์การประมูลที่กำหนด และต้องถูกยึดเงินหลักประกัน 5% ของมูลค่าข้าวที่ยื่นประมูลมา ส่วนจะมีการขึ้นบัญชีดำไม่ให้เข้าร่วมประมูลข้าวกับภาครัฐหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกรมการค้าต่างประเทศพิจารณา

ขณะที่ บริษัท ว.ธนทรัพย์ ได้เลื่อนการเซ็นสัญญาออกไปอีก 15 วัน นับจากวันที่ 8 ม.ค. เนื่องจากต้องส่งเรื่องไปให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบข้อมูลว่าข้าวสต๊อกรัฐบาลที่ประมูลนั้น สามารถผลิตปุ๋ยได้ตามสูตรของแผนที่เสนอมาหรือไม่

“เงื่อนไขของการประมูลข้าวเสื่อมนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดและชี้แจงให้กับผู้ที่สนใจอย่างชัดเจนแล้วว่า ต้องนำข้าวไปใช้ตามเงื่อนไขและต้องยอมรับทุกเงื่อนไขที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด เช่น ต้องอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตได้ตลอดเวลา ต้องพร้อมนำข้าวไปผลิตตามเงื่อนไขสัญญา โดยไม่นำไปสู่อุตสาหกรรมข้าวเพื่อการบริโภคและอาหารสัตว์ หากพบว่าไม่สามารถลงนามทำสัญญาได้ต้องถูกริบเงินค้ำประกันและถูกขึ้นบัญชีดำ และจะนำข้าวมาเปิดประมูลอีกรอบ” ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุ

เป็นที่น่าสังเกตว่า การประมูลข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นรอบแรกของการทดลองประมูลข้าวเสื่อม ถือว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และยังมีหลายจุดที่ภาครัฐควรต้องนำไปปรับแก้ไข สะท้อนได้จากเอกชนที่เข้ามาประมูลและถูกตัดสิทธิในท้ายสุด ไม่มีแผนชัดเจนมานำเสนอ ถือเป็นการหยั่งเชิงรัฐบาลในการเข้าร่วมประมูล แต่กลับทำให้ภาครัฐเสียโอกาสที่จะอนุมัติขายให้กับผู้ชนะรายอื่น

อีกทั้งก่อนหน้านี้บรรดาผู้ผลิตเอทานอล ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่รัฐบาลต้องการขายข้าว เพราะมีศักยภาพที่จะนำข้าวจำนวนมากไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมกลับเข้าร่วมประมูลเพียงจำนวนน้อยนิด เนื่องจากข้าวที่รัฐบาลนำออกมาประมูลมีปริมาณน้อย ไม่คุ้มค่าต่อการเข้าร่วมประมูล

ดังนั้น ภาครัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาการปรับเงื่อนไขการประมูลข้าวเสื่อมรอบหน้า ทั้งในแง่ของปริมาณข้าวควรครอบคลุมความต้องการของภาคอุตสาหกรรมให้มากกว่านี้ และการปรับเงื่อนไขทีโออาร์บางส่วน โดยเฉพาะมูลค่าของวงเงินหลักประกันที่อาจต้องสูงขึ้น เพื่อคัดกรองภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการนำข้าวสต๊อกรัฐบาลมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ที่สำคัญ ยิ่งประมูลข้าวเสื่อมออกไปได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งลดภาระค่าเก็บข้าวของภาครัฐได้มากเท่านั้น และยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำที่นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับบรรดาเซอร์เวเยอร์และเจ้าของโกดังที่พบข้าวเสือม ข่าวเน่า เรียกเงินส่วนต่างกลับคืนคลัง

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่