posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

07 มกราคม 2559

สภาอุตฯ เผยค่ายรถทยอยปรับขึ้นราคา

สภาอุตฯ เผยค่ายรถทยอยปรับขึ้นราคา

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีค่ายรถยนต์บางค่ายทยอยปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว แต่ยังเป็นการปรับขึ้นภาษีรถยนต์บางรุ่นเท่านั้น และจะทยอยปรับขึ้นให้ครบทุกรุ่นในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้ รถฮอนด้ามีการปรับขึ้นอัตราภาษี 2-5 หมื่นบาท/คันอีซูซุปรับขึ้นภาษี 5,000-8,000 บาท/คัน และนิสสันปรับขึ้นภาษี 1-2 หมื่นบาท/คัน ดังนั้น การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้อาจกระทบกับยอดขายรถยนต์ในระยะแรก แต่หลังจากนั้นประชาชนจะเริ่มยอมรับได้ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2 จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเร่งรัดเบิกจ่ายงบของรัฐบาล

หาทางพยุงค่าไฟไม่ให้ขึ้น

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า ราคาก๊าซในช่วง พ.ค.-ส.ค. 2559 คาดว่าจะปรับลดลงได้ 6 บาท/ล้านบีทียู แต่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนหลังจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาถ้าอยู่ระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงทุก 1 บาท จะกระทบต่อค่าไฟ 5-6 สตางค์/หน่วย ภัยแล้งและการใช้พลังงานทดแทนที่มีต้นทุนค่าไฟสูง ทำให้ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น แต่จะหาแนวที่จะตรึงอัตราค่าเอฟทีไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้

สำหรับในปี 2559 ไทยจะมีโรงไฟฟ้าใหม่จ่ายไฟเข้าระบบเพิ่มขึ้นหลายโรงคิดเป็นกำลังผลิตเพิ่ม 1,700 เมกะวัตต์

ปตท.แจงลอยตัวเอ็นจีวีราคาลง 1-1.50 บาท

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า การที่รัฐบาลเตรียมลอยตัวก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในเดือน ก.พ.นี้ ทาง ปตท.พร้อมที่จะขายสถานีบริการเอ็นจีวีหากมีเอกชนสนใจ จากปัจจุบันที่บริษัทไม่มีนโยบายขยายสถานีบริการเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมา ปตท.รับภาระเอ็นจีวีปีละ 1.1 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ทำให้คาดการณ์ภายในปีนี้ต้นทุนราคาเอ็นจีวีจะปรับลดลง 2-2.50 บาท/กิโลกรัม ส่งผลให้ราคาขายเอ็นจีวีลดลงได้ 1-1.50 บาท/กิโลกรัม จากปัจจุบันต้นทุนอยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม และราคาขายปลีกอยู่ที่ 13.50 บาท/กิโลกรัม

ขณะเดียวกัน ปตท.กำลังแก้ไขกรณีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุนที่เมียนมาลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นในอนาคตจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตแหล่งซอติก้าเพื่อมาทดแทน และไม่ให้กระทบการผลิตจากแหล่งยานาดา และมีแผนที่จะสร้างคลังแอลเอ็นจีลอยน้ำในเมียนมาขนาด 3 ล้านตัน โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา และจะเร่งสร้างท่อส่งก๊าซเส้นที่ 5 เชื่อมจากแอลเอ็นจี เทอร์มินัลที่ระยอง-วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา-ราชบุรี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร