posttoday
ติดอาวุธผลักดันไทย เมืองหลวงท่องเที่ยวเออีซี

ติดอาวุธผลักดันไทย เมืองหลวงท่องเที่ยวเออีซี

06 มกราคม 2559

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งท้ายปลายปี วันที่ 29 ธ.ค. 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายโจทย์ใหญ่ให้ทุกกระทรวงเร่งร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (2560-2580) ภายใต้วิสัยทัศน์ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจและสังคมไทยพัฒนาได้อย่างมั่นคงยั่งยืน มีระดับรายได้ของประชากรในกลุ่มประเทศรายได้สูง ลดการเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และประเทศไทยจะมีบทบาทในภูมิภาคของโลก

แนวทางการพัฒนาแบ่งเป็นภาคเกษตร อุตสาหกรรม วิสาหกิจและการดำเนินธุรกิจ และภาคบริการมุ่งยกระดับศักยภาพการบริการ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การลงทุนและการให้บริการของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว มุ่งสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวและบริการอาเซียน

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงเตรียมร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านการท่องเที่ยว เน้นให้แผนการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมีความต่อเนื่อง สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงสอดคล้องกับแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2558-2560 ซึ่งบูรณาการร่วมกัน 10 กระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย พาณิชย์ คมนาคม เป็นต้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากการท่องเที่ยวส่วนท้องถิ่น ชุมชน การปลุกจิตสำนึกให้คนไทยเข้าใจการท่องเที่ยวและการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว โดยแผนพัฒนาการท่องเที่ยวดังกล่าวมุ่งเป้าหมายให้การท่องเที่ยวไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพใน 20 ปีข้างหน้า

“ยอมรับว่าที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นปัจจัยที่ทำให้แผนการทำงานต่างๆ ขาดความต่อเนื่อง บางแผนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ การวางแผนของรัฐบาลชุดนี้จึงวางแนวทางให้ชุมชน คนในท้องถิ่นมีส่วนในการขับเคลื่อน”

ในปีนี้กระทรวงจะเร่งปฏิรูปการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโครงสร้างการจัดทัพบุคลากรให้มีองค์ความรู้ความสามารถที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ล่าสุดเตรียมเสนอแผนจัดสำนักงานเศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นผู้กำหนดนโยบายการทำงาน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ช่วยติดตามการทำงานของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) รวมถึงติดตามการทำงานการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดการปฏิบัติอย่างแท้จริงใน 5 คลัสเตอร์ คือ 1.เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา 2.เขตพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งตะวันออก 3.เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ 4.เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก และ 5.เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน และอีก 3 คลัสเตอร์อยู่ระหว่างการจัดทำแผน เช่น เขตการพัฒนามรดกโลก และกรุงเทพฯ เป็นต้น

“กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมแผนเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในกลุ่มชาติสมาชิกอาเซียน เน้นแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยว การตลาดร่วมกัน แต่ในความร่วมมือกัน ไทยต้องเป็นผู้นำชาติสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งก้าวในด้านการท่องเที่ยว เพราะมองว่าไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อนบ้าน โดยในปีนี้จะร่วมมือกับกัมพูชา เวียดนาม สปป.ลาว เมียนมา รวมถึงจีนตอนใต้ ในการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว จัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกัน และร่วมทำมาตรฐานอาชีพ”

นอกจากนี้ เร่งผลักดันให้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมา การกระจายรายได้ให้ไปสู่เมืองในโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด และ 12 เมืองต้องห้ามพลาด พลัส รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มลักซ์ชัวรี่ เพื่อผลักดันให้ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ประมาณ 32 ล้านคน สร้างรายได้ 1.67 ล้านล้านบาท และมีรายได้รวมกับตลาดในประเทศ 2.3 ล้านล้านบาท เทียบกับปี 2558 ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท

ด้าน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2558-2560 ได้จัดทำแผนงานภายใต้โครงการควิกซ์ วิน เสนอต่อที่ประชุม ท.ท.ช. ใน 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านการจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) ในอาเซียน 2.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน และ 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิม ให้เห็นภาพที่ชัดเจนเรื่องสินค้าและการบริการ

จากนี้ต้องจับตาดูกันว่าภาคการท่องเที่ยวไทยจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่