
มุมมองเศรษฐกิจปี 2559 : ยุโรป
เศรษฐกิจยูโรโซนมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป ทำให้เกิดสภาพคล่องไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากอัตราการปล่อยกู้ภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอัตราการจ้างงานและการบริโภคมีแนวโน้มดีขึ้น ในระยะยาวหลายประเทศในเขตยูโรโซนจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับลดสวัสดิการของภาครัฐที่ให้กับแรงงาน เพื่อลดภาระงบประมาณ ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองลูกจ้างมากจนเกินไป ส่งผลให้นายจ้างไม่กล้ารับพนักงานประจำ เพราะจะไม่สามารถปลดออกในภายหลังได้
เศรษฐกิจยูโรโซนมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป ทำให้เกิดสภาพคล่องไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากอัตราการปล่อยกู้ภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอัตราการจ้างงานและการบริโภคมีแนวโน้มดีขึ้น ในระยะยาวหลายประเทศในเขตยูโรโซนจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับลดสวัสดิการของภาครัฐที่ให้กับแรงงาน เพื่อลดภาระงบประมาณ ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองลูกจ้างมากจนเกินไป ส่งผลให้นายจ้างไม่กล้ารับพนักงานประจำ เพราะจะไม่สามารถปลดออกในภายหลังได้
ในปี 2559 เรายังคงมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจยุโรป โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 1.7% โดยปัจจัยสำคัญมีดังนี้
1.หนี้สาธารณะยังคงเป็นประเด็นความเสี่ยงสำคัญ โดยระดับหนี้สาธารณะเฉลี่ยของประเทศในเขตยูโรโซนอยู่ที่ 94% ของจีดีพี (ปกติไม่ควรเกินกว่า 50%) ซึ่งอิตาลีดูแล้วน่าเป็นห่วงที่สุดจากหนี้ที่สูงถึง 132% ของจีดีพี และยังคงดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้รัฐบาลอิตาลีอาจจะต้องกู้เงินเพิ่มอีก
2.ธนาคารกลางยุโรปจะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง แต่หากเศรษฐกิจในเขตยูโรโซนฟื้นตัวดีกว่าที่คาด ธนาคารกลางยุโรปอาจจะไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมได้ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นจากสภาพคล่องที่ลดลงได้
3.ความเสี่ยงจากนโยบายแข็งกร้าวเกี่ยวกับการตอบโต้การก่อการร้ายจากนักการเมืองฝ่ายขวา โดยเฉพาะหลังจากเหตุก่อการร้ายที่ปารีส ซึ่งเห็นได้ชัดขึ้นจากการชนะเลือกตั้งของพรรคขวาจัดในการเลือกตั้งท้องถิ่นฝรั่งเศส แนวทางนโยบายแข็งกร้าวดังกล่าวยังถูกนำมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเช่นเดียวกัน
คำแนะนำสำหรับการลงทุนในหุ้นยุโรป จึงยังคงเป็นการถือตามเกณฑ์ปกติในระยะสั้น เพื่อรอจังหวะตลาดปรับฐานจากมูลค่าพื้นฐานที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน แล้วจึงเข้าลงทุนเพิ่มเติม และปรับน้ำหนักมาเป็นการถือสูงกว่าเกณฑ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว







