
‘รถยนต์’ปินส์รุ่ง
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
“รถยนต์” คืออุตสาหกรรมที่หลายประเทศในอาเซียนต่างตั้งเป้าว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป ส่วนหนึ่งเกิดจากคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นและต้องการซื้อหาความสะดวกสบายให้กับตัวเอง
หากมองในภาพรวม คาดการณ์กันว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนจะโตแตะระดับ 5-6 ล้านคัน ในปี 2563 โดยผู้นำตลาดคือ “ไทย” และ “อินโดนีเซีย”
ขณะที่ “ฟิลิปปินส์” จะกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ซึ่งมีการประเมินว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศจะเพิ่มพรวดพราด ตามนโยบายยุทธศาสตร์พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเบ็ดเสร็จของรัฐบาล สอดคล้องกับคนในวงการรถยนต์ท้องถิ่นที่เห็นว่า ยอดขายรถยนต์ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน หรือจะมียอดขายประมาณ 8-10% ของยอดขายรถยนต์ในอาเซียน ในปี 2563
ตรงกับมุมมองของผู้บริหารค่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ฟิลิปปินส์ ที่เชื่อว่า ฟิลิปปินส์จะเป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูง โดยคาดว่าจะมียอดขายรถยนต์เพิ่มเป็น 5 แสนคัน ในปีดังกล่าว จากยอดขาย 1.68 แสนคัน ในปี 2553 เพิ่มเป็น 2.69 แสนคัน ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าปีนี้จะมียอดขายทะลุเป้า 3.1 แสนคัน
เว็บไซต์ข่าวของฟิลิปปินส์อ้างข้อมูลสภาผู้ผลิตรถยนต์ของฟิลิปปินส์ ที่ประเมินเบื้องต้นว่า ยอดขายรถยนต์ในปี 2559 จะเพิ่มเป็น 3.5 แสนคัน ซึ่งเป็นผลจากขณะนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังมีรถยนต์ใช้เองน้อย และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ยอดขายรถยนต์ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าในด้านการผลิตยังไม่โดดเด่นนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ข้อมูลจากสมาพันธ์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอาเซียน ระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. 2558 การผลิตรถยนต์ของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 83,874 คัน ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาประเทศผู้ผลิตรถยนต์ในภูมิภาค และถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับรายใหญ่อย่างไทยที่มียอดการผลิต 1.6 ล้านคัน และอินโดนีเซีย 1.1 ล้านคัน
อย่างไรก็ตาม คนในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์เชื่อว่า การวางตำแหน่งประเทศเป็นฮับผลิตรถยนต์ของฟิลิปปินส์อาจจะดีขึ้นในเร็ววันนี้ เนื่องจากโครงการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ที่รัฐบาลได้อัดฉีดมาตรการจูงใจทั้งด้านภาษีและด้านอื่นๆ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ในฟิลิปปินส์
โดยตั้งเป้าว่า จะผลักดันให้การผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 แสนคัน/ปี ซึ่งจะช่วยให้ความต้องการและการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศเพิ่มตามไปด้วย และจะเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตท้องถิ่นจับมือกับต่างชาติลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนและทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อวงการผลิตชิ้นส่วนไปด้วย







